สภาพัฒน์ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

สภาพัฒน์ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ : กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 80 คน โดยได้รับเกียรติจากนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ ในฐานะกรรมการมูลนิธิพัฒนาไท นางสุวรรณี คำมั่น อดีตรองเลขาธิการสภาพัฒน์และกรรมการมูลนิธิพัฒนาไท นางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ อดีตรองเลขาธิการสภาพัฒน์และวุฒิอาสาธนาคารสมอง และผู้แทนจากกหลายภาคส่วนมาร่วมออกแบบอนาคตของประเทศ อาทิ หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลกลุ่มเปราะบางโดยตรง เครือข่ายวุฒิอาสาธนาคารสมอง หน่วยงานภาควิชาการที่เชี่ยวชาญด้านสังคมสูงวัย ตลอดจนเครือข่ายภาคเอกชนและภาคประชาสังคม

ในช่วงแรก นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุม พร้อมนำเสนอสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอนาคตอันใกล้ แผนฉบับนี้จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์ “ซ่อม-เสริม-สร้าง” ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การพลิกโฉมเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนจุดเปราะบางให้เป็นโอกาส และผลักดันให้ทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกันในฐานะเจ้าของแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

จากนั้น ได้เปิดเวทีระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

ภาพรวมของแผน ควรพิจารณาปรับฐานคิดของการจัดทำแผน ให้มุ่งปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างซึ่งจะมีขอบเขตกว้างกว่าการเน้นเพียงเรื่องการเพิ่มผลิตภาพ อีกทั้ง ควรเพิ่มการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่น ๆ และให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ มากกว่าแนวทางที่มุ่งใช้กลไกรัฐเป็นหลักในการดำเนินการ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ไปสู่ศักยภาพสูงสุด โดยมิได้จำกัดการเป็นเพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบการขับเคลื่อนแผนให้เกิดการปฏิบัติได้จริงและนำไปสู่ผลการพัฒนาที่ตั้งไว้

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ ควรมุ่งเน้นการพัฒนาสวัสดิการคุ้มครองทางสังคมของกลุ่มแรงงานนอกระบบโดยไม่จำเป็นต้องดึงแรงงานเข้าสู่ระบบเท่านั้น ควบคู่ไปกับการลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของแรงงานกลุ่มดังกล่าว อาทิ การปรับหลักเกณฑ์การเสียภาษีของแรงงานนอกระบบ นอกจากนี้ควรส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และบทบาทของวิสาหกิจเพื่อสังคม ในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ การพัฒนาปัจจัยที่เอื้อต่อธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมของธุรกิจรายย่อย

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ จาก “ผู้ให้บริการ” เป็น “ผู้สนับสนุน (Enabler)” ควรมุ่งเน้นการพัฒนากลไกบูรณาการยุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณ เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลทุกระดับ เพื่อความคล่องตัวและลดการทำงานแบบแยกส่วน ขณะเดียวกันต้องสร้างบุคลากรภาครัฐคุณภาพผ่านตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ (OKRs) รวมทั้งรูปแบบการทำงานใหม่ของภาครัฐให้สามารถสนับสนุนและช่วยประชาชนแก้ไขปัญหาหรือเงื่อนไขที่บีบบังคับ (Pain point) ได้อย่างครบวงจร

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ควรเน้นการเกิดที่มีคุณภาพ การปลดล็อกศักยภาพประชากรให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ออกจากระบบก่อนวัยอันควร อาทิ ผู้หญิงที่ดูแลครอบครัว ผู้เกษียณก่อนกำหนด รวมทั้งให้ความสำคัญกับการมีงานทำที่มีคุณค่าในกลุ่มคนพิการ ในส่วนของการดึงดูดแรงงานต่างชาติทักษะสูง ควรมีมาตรการสำหรับกลุ่ม digital nomad และพัฒนาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านให้เป็น caregiver นอกจากนั้น ควรพัฒนาระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์และศักยภาพของคนในแต่ละพื้นที่ ยกระดับศูนย์ฝึกอบรมที่เชื่อมกับผลลัพธ์การได้รับค่าแรงที่สูงขึ้น ในเรื่องสวัสดิการ ควรเพิ่มเติมกลไกชุมชน/ภาคประชาสังคมให้เป็นข้อต่อสำคัญในการเก็บข้อมูลและประสานงาน เร่งส่งเสริมให้มีมาตรการรองรับกลุ่มผู้ที่อยู่ลำพัง ด้านสุขภาพ ควรเพิ่มการสร้างกลไกทางการเงินเพื่อจูงใจให้คนดูแลสุขภาพก่อนที่จะป่วย และการนำความรู้ในการดูแลตัวเอง (independent care) สู่ภาคประชาชน

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควรเสริมศักยภาพ อปท. ทั้งด้านงบประมาณและองค์ความรู้ เพื่อให้เป็นหน่วยตอบโต้ภัยพิบัติด่านหน้าในพื้นที่ สามารถส่งต่อความช่วยเหลือด้านสาธารณภัยถึงประชาชนได้ทันท่วงที และสร้างมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดมลพิษ รวมทั้งเชื่อมโยงข้อตกลงระดับสากลสู่ท้องถิ่น ผ่านการทบทวนตัวชี้วัดและข้อตกลง COP เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำในระดับพื้นที่ต่อไป

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควรสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงและสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 12 โดยควรส่งเสริมตั้งแต่การบ่มเพาะ จนถึงการกระจายเทคโนโลยี โดยเฉพาะ “เทคโนโลยีพร้อมใช้” (Appropriate Technology) ที่เข้าถึงง่าย ตลอดจนควรขยายความครอบคลุมไปถึงการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ควรปฏิรูปกฎระเบียบและกลไกการให้ทุนสนับสนุนเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงงบประมาณวิจัยได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งยกระดับมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (NQI) ที่มุ่งเน้นการอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้งานได้จริง

การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการระดมสมองเพื่อยกระดับคุณภาพของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เท่านั้น แต่ยังเป็นการให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนจากประสบการณ์อันทรงคุณค่าของเครือข่ายผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้มั่นใจว่าทิศทางการพัฒนาประเทศต่อจากนี้ ที่มุ่งสร้าง “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” จะครอบคลุมคนไทยทุกกลุ่มที่รวมถึงผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ สภาพัฒน์ยังคงมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าของแผนฯ ฉบับนี้ โดยเปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมเสนอไอเดียและออกแบบอนาคตประเทศไทยไปด้วยกันได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.) กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม (กขส.) และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานราชการ ยกระดับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานราชการ ยกระดับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้ตอบโจทย์ การพัฒนาประเทศ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เดินหน้ารับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) อย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่ทั้ง 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ยังจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่วมกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยเมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 นายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มเฉพาะหน่วยงานราชการ ณ โรงแรมอีสตินแกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 320 คน รวมถึงได้รับเกียรติจาก นายณัฏฐา พาชัยยุทธ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ นางณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์ รองเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการยกระดับทุนมนุษย์ ตลอดจนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐกว่า 180 หน่วยงาน เข้าร่วมด้วย โดยภายในที่ประชุมได้มีการนำเสนอสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ครอบคลุมทั้งสาระสำคัญของแผนพัฒนาฯ ในภาพรวม และประเด็นสำคัญภายใต้ 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อสร้างความเข้าใจต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า

          เวทีครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการที่มีภารกิจและบทบาทที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลเชิงลึก ผ่านการประชุมกลุ่มย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้มีความครบถ้วนและตอบโจทย์การพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในภาพรวม อาทิ ควรคำนึงถึงการกระจายโอกาสให้เข้าถึงทุกกลุ่มประชากรอย่างทั่วถึงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ควรจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการพัฒนาที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน และควรกำหนดกลไกการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การซ่อม เสริม และสร้าง สามารถเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ได้มีการแสดงความคิดเห็นต่อรายละเอียดของ 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ ควรปรับบทบาทภาคเกษตรจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็นหุ้นส่วนในห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งเสริมการตระหนักรู้ด้านมาตรฐานสากลและข้อกำหนดระหว่างประเทศตั้งแต่ต้นกระบวนการผลิตและบริการ เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ และพิจารณาเชื่อมโยงทิศทางการพัฒนาประเทศกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสู่การเป็นสมาชิก OECD เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ ควรปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อให้สามารถกำหนดอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน และใช้เป็นกลไกในการทบทวนหรือปรับลดหน่วยงานที่ไม่จำเป็นแทนการยุบหน่วยงานโดยตรงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงและเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้อย่างโปร่งใส เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ ควรมุ่งบูรณาการระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เป็นมาตรฐานเดียว ควบคู่กับการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาและลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอนของครู เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม จัดทำฐานข้อมูลทะเบียนสังคม (Social Registry) เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดสวัสดิการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิผลของงบประมาณ เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ สร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้พลังงานสะอาดในฐานะทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาวและกระตุ้นให้ภาคเอกชนเห็นเป็นโอกาสในการปรับตัวและสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบพยากรณ์สภาพภูมิอากาศให้มีความแม่นยำ เพื่อออกมาตรการป้องกันและรับมือภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัยเทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ ควรเร่งปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบกองทุนภาครัฐให้สามารถสนับสนุนภาคเอกชนในการต่อยอดนวัตกรรมสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในเชิงพาณิชย์ได้พัฒนากลไกตัวกลางให้ทำหน้าที่เป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการชุมชน และหน่วยงานประเมินมาตรฐาน รวมทั้งเร่งจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจดทะเบียนและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะงานวิจัยที่ได้รับจัดสรรทุนจากภาครัฐ

          การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ผ่านการสะท้อนมุมมองจากหน่วยงานราชการในฐานะกลไกสำคัญที่นำไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่สามารถขับเคลื่อนได้จริงและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สศช. ยังมีช่องทางการรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง


ข่าว : กองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (กศว.)
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล

สศช. เปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา

สศช. เปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา

   เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 13.00-15.00 น. ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางสาวจินนา ตันศราวิพุธ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) กลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างรอบด้าน และเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ/การจัดทำแผนพัฒนาฯ โดยผู้เข้าร่วมเป็นเยาวชนหลากหลายกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 15 – 24 ปี ซึ่งครอบคลุมเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ในเขตกรุงเทพฯ รวมประมาณ 60 คน และเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ในระยะยาวต่อไป

          ในช่วงเริ่มต้นของการรับฟังความคิดเห็นฯ สศช. ได้นำเสนอร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อให้ข้อมูลและจุดประกายความคิด ซึ่งเยาวชนได้นำไปต่อยอดในการร่วมทำกิจกรรมทั้งในกลุ่มรวมและกลุ่มย่อยเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา ภายใต้ร่างกรอบแผนฯ 14 อย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกับ 5 เสาหลักการพัฒนา ทั้งการพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาและจะช่วยผลักดันให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป โดยกลุ่มเยาวชนได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ การแก้กฎหมายหรือปรับกฎระเบียบเพื่อลดข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจของ SMEs การจัดให้มีรัฐสวัสดิการสำหรับกลุ่มเปราะบาง การส่งเสริมทักษะดิจิทัลสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง การเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของภาครัฐ

          นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอโครงการสำคัญ ภายใต้เสาหลักของการพัฒนา ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดตั้งกองทุนเพื่อ SMEs/ Startup การจัดให้มีสวัสดิการตลอดชีวิต การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วยเครือข่ายเยาวชนมัคคุเทศก์และยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของศูนย์พัฒนาทักษะอาชีพที่มีในแต่ละจังหวัด การสร้างความรู้ความเข้าใจในทิศทางเศรษฐกิจใหม่ เป็นต้น

          ในการรับฟังความคิดเห็นฯ กลุ่มเยาวชน ในครั้งนี้ สศช. ได้ให้ความสำคัญกับทุกๆ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างอนาคตประเทศ และเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องด้วยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ขั้นตอนของการจัดทำแผนไปสู่การขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ สู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดในอนาคต โดยการรับฟังความคิดเห็นฯ ในวันนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากภาคีการพัฒนาหลายภาคส่วน โดยเฉพาะจากองค์กรยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF) กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)

          ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นฯ กลุ่มเยาวชน ในเขตกรุงเทพฯ นี้ เป็นเวทีภายใต้กระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ที่ สศช. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในระดับพื้นที่ 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่ง สศช. จะได้รวบรวมและประมวลความเห็นจากที่ประชุมไปใช้ประกอบการปรับปรุงร่างกรอบแผนฯ และจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้มีความรอบด้านและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริงต่อไป

ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง

สศช. เดินหน้ารับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 จ.ชลบุรี

สศช. เดินหน้ารับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี) มุ่งสู่การพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืน

  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัด ทั่วประเทศ โดยได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอมารี บางแสน จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมรวมกว่า 350 คน การรับฟังความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ส่วนช่วงภาคบ่าย เป็นกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเยาวชน เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างรอบด้าน

     ในภาคเช้า นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญของประเทศ อาทิ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด การลดลงของกำลังแรงงาน ตลอดจนข้อจำกัดของโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ทั้งนี้ แม้ว่าพื้นที่กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออก 1 จะมีการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ระดับหนี้ครัวเรือนสูง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างรากฐานการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน การดำเนินงานอย่างสอดประสาน และการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยมี “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน”

     นอกจากนี้ นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอสาระสำคัญและแนวทางการพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป  ทั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญ อันเนื่องมาจากตัวชี้วัดหลายประการในแผนพัฒนาฯ ฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมาย รวมทั้งความเสี่ยงจากบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน  ดังนั้น ร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงกำหนดเสาหลักการพัฒนา 5 ประการ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อซ่อมจุดเปราะบาง เสริมรากฐานให้มั่นคง และสร้างความพร้อมและเพิ่มโอกาสของประเทศสำหรับอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของแผน จากนั้นจึงเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม โดยได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต และเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายและการพัฒนาในระยะยาว โดยนายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลังจากนั้น จึงเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

     เสาหลักที่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ ควรมุ่งปรับภาคการผลิตเดิมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ท่าเรือและระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งส่งเสริมพลังงานทดแทน และการจัดการของเสีย ตลอดจนพัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ พร้อมทั้งยกระดับทักษะและปรับทัศนคติการทำงาน รวมทั้งปรับนิยาม SMEs ที่เดิมอิงจากจำนวนการจ้างงานและรายได้ ให้สะท้อนรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการสนับสนุนได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และส่งเสริมธรรมาภิบาลทางธุรกิจในทุกขนาดกิจการ

    เสาหลักที่ การปฏิรูปภาครัฐ ต้องเริ่มจากการกระจายอำนาจและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น พร้อมปรับบทบาทรัฐให้เป็นผู้อำนวยความสะดวก ลดการทำงานแบบแยกส่วน และเปิดพื้นที่ให้เกิดนวัตกรรมในการทำงาน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และปรับปรุงหรือทบทวนกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พร้อมทั้งมีกลไกป้องกันการผูกขาดเพื่อส่งเสริมการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นอกจากนี้ ควรเร่งพัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐสู่ดิจิทัลและสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมความโปร่งใสผ่าน Open Data/Open Government และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยลดปัญหาทุจริตและระบบอุปถัมภ์ในสังคม

     เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ควรให้ความสำคัญกับการผลักดันให้สภาองค์กรชุมชนจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลประชาชนในทุกมิติเพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนตั้งแต่ระดับชุมชนการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพื้นที่เข้าสู่ระบบการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ รวมถึงการปรับเกณฑ์สิทธิประโยชน์การลงทุนเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมด้านการศึกษา พร้อมทั้งทบทวนแนวคิดการพัฒนาที่เน้นจำนวนประชากรเป็นหลัก นอกจากนี้ เสนอให้ขยายช่องทางการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และปฏิรูปการศึกษาโดยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ ลดภาระงานครู และปรับหลักสูตรให้เน้นทักษะแห่งอนาคต สำหรับด้านประชากร เสนอให้ขยายวันลาคลอด เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรแบบขั้นบันได สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับเด็กแรกเกิด และพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนให้ปลอดภัย ควบคู่กับการปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ

     เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ โดยเชื่อมโยงโครงข่ายกักเก็บน้ำระหว่างพื้นที่เพื่อป้องกันภาวะล้มละลายทางน้ำ (Water bankruptcy) ในด้านการจัดการมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 เสนอให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตในสถานประกอบการที่ก่อมลพิษ เช่น โรงโม่หิน ควบคู่กับพัฒนามาตรฐานและระบบการตรวจวัดมลพิษให้มีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยภาคเอกชนในพื้นที่สนับสนุนงบประมาณ พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เพิ่มเติมมาตรการรองรับการย้ายถิ่นฐานของประชากรอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ในระดับพื้นที่ เพื่อใช้วางแผนและกำหนดแนวทางการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ

     เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควรมุ่งส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่ไทยยังพึ่งพาจากต่างประเทศ อาทิ ด้านการแพทย์สมัยใหม่อย่างการทดสอบทางพันธุกรรม (Genetic testing) ด้านการจัดการภัยพิบัติ ด้านการเกษตร และด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสีเขียวและคาร์บอนเครดิต รวมถึงการพัฒนาด้านทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับนวัตกรรมเป้าหมาย โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและการใช้นวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการสนับสนุนงบประมาณในการต่อยอดงานวิจัย การมีกลไกการจับคู่ความต้องการระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมเทคโนโลยีที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรม (Thai Innovation List) ตลอดจนการจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลกลางและศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ด้านสิทธิบัตรและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเร่งผลักดันนวัตกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์  

     ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)

สศช. เปิดเวทีระดมความเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

สศช. เปิดเวทีระดมความเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการยกร่างแผนด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและอดีตประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.วิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ในระดับพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม จำนวน 197 คน

          การประชุมได้รับเกียรติจากนายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม จากนั้นศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวเปิดประชุมและชี้แจงแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ก่อนที่จะเป็นการนำเสนอร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดย ดร.วิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และได้แบ่งกลุ่มย่อยเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการพัฒนาใน 5 เสาหลัก ของร่างกรอบแผนฯ 14 อย่างกว้างขวาง โดยมีความเห็นสำคัญ ดังนี้

          เสาที่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาต้องคำนึงถึงการเติบโตที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการท่องเที่ยวเมืองรอง พัฒนา SME โดยส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและตลาด ยกระดับทักษะและการตระหนักรู้ทางการเงินของประชาชน เป็นต้น

          เสาที่ การปฏิรูปภาครัฐ : ลดความซ้ำซ้อนและบูรณาการงานภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงง่าย รวดเร็ว และลดการทุจริต ปรับการทำงานจาก Function based เป็น Agenda based เพิ่มความสอดคล้องระหว่างนโยบายจากส่วนกลางและภูมิภาค ตลอดจนความสอดคล้องในการทำงานระหว่างหน่วยงานวางแผนและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ จัดสรรงบประมาณให้จังหวัดแบบ Lump sum ส่งเสริมการกระจายอำนาจและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ผลักดันให้องค์กรนอกภาครัฐร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา  เป็นต้น

          เสาที่ การพัฒนาทุนมนุษย์ : ควรกระจายการพัฒนาให้ทั่วถึงทั้งในเชิงพื้นที่และทุกกลุ่มและทุกวัยของประชากร  และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาแบบองค์รวมและแยกส่วน การพัฒนาทุนมนุษย์ต้องสอดคล้องกับบริบททางสังคมของโลกและของประเทศในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เช่น โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ รวมทั้งต้องมีการวิเคราะห์ Pain point หรือความต้องการของแรงงาน เพื่อ Upskill/Reskill และสร้าง New skill ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เร่งแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน ส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและยกระดับมาตรฐานบริการด้านสุขภาพ รวมถึงสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงวัย เด็กที่มีพ่อแม่อยู่ในเรือนจำ ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและการเกิดอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งการขยายโอกาสการทำงานของผู้สูงวัยที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อเสริมกำลังแรงงานในตลาด เป็นต้น

          เสาที่ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : บริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน โดยส่งเสริมการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กที่จัดเก็บน้ำได้เนื้อที่มากขึ้นในลักษณะแก้มลิง จัดตั้งกองทุนบริหารจัดการน้ำชุมชน ผลักดันหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งควบคู่ไปกับการออกสิทธิประมงชุมชน ปรับปรุงกฎหมายด้านบรรเทาสาธารณภัย สร้างจิตสำนึกของประชาชนในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นำ SEA มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบายควบคู่กับกับการทบทวนหรือควบคุมโครงการที่ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

          เสาที่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ภาครัฐสนับสนุนการลงทุนเพื่อสร้างเทคโนโลยีมากกว่าใช้เทคโนโลยีต่างชาติ สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระดับ Deep Science เพื่อเป็นฐานในการสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง พัฒนาระบบและส่งเสริมการจดสิทธิบัตร ควรมีหน่วยงานบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐทุกเรื่องให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานและพื้นที่ สร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาเพื่อให้เกิดการวิจัยและการสร้างเทคโนโลยีที่นำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ปรับระบบการจูงใจให้มีผู้สนใจศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น พัฒนาเทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น

          สศช. จะรวบรวมความเห็นจากที่ประชุมทุกกลุ่มจังหวัด ไปปรับปรุงร่างกรอบแผนฯ และจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จ.อุบลราชธานี ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี รวมกว่า 220 คน แบ่งเป็นกลุ่มภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และเยาวชน และกลุ่มภาคบ่ายร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท เปิดรับฟังความคิดเห็นจากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน

          ในภาคเช้า โดยคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและผลผลิตของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงปัญหาวิกฤตสังคมสูงวัยของไทยในลักษณะ “แก่ก่อนรวย” ปัญหาพัฒนาการสมวัยของเด็กปฐมวัย และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่เริ่มตามหลังเพื่อนบ้านในบางมิติ โดยเป้าหมายภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะมุ่งเน้นการซ่อมฐานรากที่อ่อนแอและสร้างโอกาสใหม่ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อแก้ข้อจำกัดเดิมที่ฉุดรั้งประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าการทำแผนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำไปสู่การขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการรับฟังเสียงจากพื้นที่เพื่อให้สะท้อนทั้งปัญหาและ “ตัวอย่างความสำเร็จ” ที่ใช้งานได้จริงในแต่ละจังหวัดเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนต่อไป

          นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำเสนอสาระสำคัญ และแนวทางพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากการที่ตัวชี้วัดหลายตัวในแผนฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุเป้าหมาย ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี พ.ศ. 2576 แนวทางการพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อซ่อมแซมจุดเปราะบางเสริมรากฐานให้มั่นคง และสร้างความพร้อมและเพิ่มโอกาสของประเทศสำหรับอนาคต โดยตั้งอยู่บน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ทั้งนี้ สศช. คาดหวังว่าแผนฉบับนี้จะเป็นแผนที่ทุกภาคส่วนร่วมกันเป็นเจ้าของ และสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนั้น การระดมความคิดเห็นได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา และมีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นตามความเชี่ยวชาญและความสนใจอย่างเต็มที่

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน ซึ่งเป็นภาคีสำคัญของ สศช. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาระดับพื้นที่ โดยมีวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายจากทั้ง 4 จังหวัดเข้าร่วม ครอบคลุมสาขาความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย โดยนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท ได้กล่าวต้อนรับและนำเสนอภาพรวมของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลังจากนั้นจึงเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา

วุฒิอาสาธนาคารสมอง และเครือข่ายการทำงาน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ)

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

          เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยปรับ mindset เกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตและสินค้าเกษตรในชุมชน เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยี และส่งเสริมการกระจายอุตสาหกรรมใหม่ เช่น สุขภาพและการแพทย์ ไปยังภูมิภาค พร้อมทั้งลดต้นทุนโลจิสติกส์ การปฏิรูปกฎระเบียบและสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs และการสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่และผู้มีศักยภาพเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่

          เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ โดยส่งเสริมการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง หรือแอพลิเคชันที่เชื่อมงานบริการที่หลากหลาย ซึ่งเอื้อให้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานหรือประชาชนสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องพัฒนาหลายระบบตามแต่ละหน่วยงาน รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ และส่งเสริมให้มีหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Special Delivery Unit) เพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะ ปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมาย ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ซ้ำซ้อน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเอื้อให้ภาคส่วนอื่น ๆ อาทิ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ รวมทั้งปรับปรุงกฎหมาย แนวทาง และบทบาท ของหน่วยงานตรวจสอบให้เอื้อต่อการจัดบริการสาธารณะที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ปฏิบัติงาน และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และพัฒนาระบบความคุ้มครองข้าราชการที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างกฎและระเบียบต่าง ๆ ความคาดหวังของนักการเมืองในฐานะผู้บังคับบัญชา และความคาดหวังของประชาชน

          เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ มุ่งพัฒนาทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยในเชิงคุณภาพเน้นการจัดมาตรการสนับสนุนครอบครัวควบคู่กับพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการดูแลเด็กในชุมชน ยกระดับระบบการศึกษาให้มีคุณภาพเท่าเทียมกัน การพัฒนาระบบการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล การลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบ (Zero Dropout) ส่งเสริมพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (Co-learning space) การนำความรู้และทักษะจากประสบการณ์จริงมาใช้เทียบวุฒิการศึกษาโดยไม่ต้องผ่านห้องเรียน และพัฒนาระบบแนะแนวอาชีพตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการศึกษาและภาคแรงงาน ควบคู่กับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและการขับเคลื่อนแนวคิด Productive Welfare เพื่อให้การจัดสวัสดิการตรงกับกลุ่มเป้าหมายและเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตร ขณะเดียวกัน ในเชิงปริมาณให้ความสำคัญกับการดึงดูดแรงงานไทยทักษะสูงจากต่างประเทศให้กลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

          เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมาย/ระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน/ผังเมืองเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ บูรณาการภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายชุมชนในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างครอบคลุม เป็นระบบ เหมาะสมกับพื้นที่ และคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่อื่น จัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อพัฒนาระบบติดตามและเตือนภัยที่ทันต่อสถานการณ์ ตลอดจนสร้างมาตรการจูงใจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการกระจายอำนาจ ทรัพยากร และการพัฒนาศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบูรณาการฐานข้อมูลกลาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการภัยพิบัติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่นและประชาชน รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกโดยให้ชุมชนสามารถจัดการพลังงานได้ด้วยตนเอง และพัฒนามาตรการจูงใจให้ภาคประชาชนและเอกชนมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนเครดิต

          เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่งเสริมการลงทุนด้านการเกษตรและการแพทย์ อาทิ เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารสำหรับสภาวะวิกฤต (Food for Crisis) การพัฒนาด้านการเกษตรสมัยใหม่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีแหล่งผลิตเฉพาะ (GI) การคัดกรองและตรวจพบโรคในระยะเบื้องต้นและส่งเสริมการวิจัยและเทคโนโลยีสำหรับการแพทย์แม่นยำ นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมแหล่งเงินทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้แก่สตาร์ทอัพ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) การพัฒนาระบบนิเวศและค่าตอบแทนเพื่อจูงใจบัณฑิตจบใหม่ด้านนวัตกรรมให้ทำงานในประเทศ การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดเพื่อแบ่งปันข้อมูลระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน สำหรับนำไปใช้ต่อยอดนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งต่อนวัตกรรมสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาผู้จัดการนวัตกรรม (Registered Technology Transfer Professional: RTTP) เพื่อเป็นกลไกกลางระหว่างชุมชนกับนักวิจัย รวมถึงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นงานวิจัยเพื่อผลักดันนวัตกรรมจากชุมชน

          ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.) และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ)

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ) ณ จังหวัดบุรีรัมย์

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สศช. ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ใน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ ณ ห้องประชุมประโคนชัย โรงแรมอัลวาเรซ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 160 คน

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เข้าร่วมงาน พร้อมด้วย นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ตลอดจนนักศึกษาคณะต่าง ๆ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

ที่ประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในภาพรวม โดยเน้นความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะต่อไป

ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงเดือนมีนาคม 2569 นอกจากนี้ สศช. ยังได้เปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะได้อย่างสะดวกและทั่วถึง

สศช. คาดหวังว่าความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจะเป็นส่วนสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ และนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่มุ่งเสริมสร้างรากฐานการพัฒนา เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์

นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผน 14 กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ณ จังหวัดกาญจนบุรี

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ในระดับพื้นที่ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และนางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอำนาจ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นางวรรณา เจริญปัญญาศักดิ์ ประธานหอการค้ายะลา ว่าที่ร้อยตรี พงศธร รัตนประพันธ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปัตตานี และนายสุบันดริโอ มะเก๊ะ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดนราธิวาส เข้าร่วม ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประมาณ 100 คน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ในระดับพื้นที่ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และนางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอำนาจ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นางวรรณา เจริญปัญญาศักดิ์ ประธานหอการค้ายะลา ว่าที่ร้อยตรี พงศธร รัตนประพันธ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปัตตานี และนายสุบันดริโอ มะเก๊ะ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดนราธิวาส เข้าร่วม ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประมาณ 100 คน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม

          ในการนี้ รองเลขาธิการฯ ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ สาระสำคัญ และแนวทางการพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ซึ่งมุ่งให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน ผ่านการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานที่เปราะบาง ควบคู่กับการสร้างความพร้อมและโอกาสใหม่สำหรับอนาคต โดยยึดหลักคิดนำทาง 4 ประการ ได้แก่ ทุกการดำเนินงานต้องเพิ่มผลิตภาพ ต้องสร้างโอกาสอย่างทั่วถึง ต้องยกระดับความสามารถในการปรับตัว และต้องสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถ่ายทอดผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

          นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อสาระสำคัญร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลสำคัญประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ให้มีความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

          เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเกษตรให้สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากต้นน้ำสู่สินค้ามูลค่าสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างองค์ความรู้และข้อมูลจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันและภาวะสินค้าล้นตลาด นอกจากนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิตเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด ลดการแทรกแซงจากทุนขนาดใหญ่ และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลเศรษฐกิจ การเข้าถึงแหล่งทุน และระบบจดทะเบียนที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

          เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพบุคลากรภาครัฐผ่านการพัฒนาทักษะและการปรับบทบาทหน้าที่ให้สอดคล้องกับภารกิจ โดยเน้นการกระจายบุคลากรที่มีศักยภาพสู่ระดับภูมิภาค พร้อมทั้งสนับสนุนการกระจายอำนาจและงบประมาณให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบการทำงานภาครัฐให้เป็นดิจิทัลเพื่อลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้เข้าใจง่ายและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เสริมสร้างความโปร่งใส และยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริต

           เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพผ่านการสนับสนุนด้านการเงิน ความรู้ สวัสดิการ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการมีบุตร รวมถึงส่งเสริมการมีบทบาทของผู้นำและองค์กรทางศาสนาในการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม นอกจากนี้ เห็นควรพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมของพื้นที่และเน้นทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งส่งเสริมระบบสวัสดิการที่คำนึงถึงความแตกต่างของบริบทพื้นที่และฐานะของประชาชน โดยเฉพาะการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนให้เข้าถึงสวัสดิการและความคุ้มครองทางสังคมได้อย่างทั่วถึง

          เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลเพื่อเป็นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการทรัพยากร การจัดการขยะ และการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ควรเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านระบบเตือนภัย การวางผังเมืองและทางเดินน้ำที่เหมาะสม รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามเกิดภัยพิบัติ พร้อมทั้งมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำโดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบพลังงานทางเลือก อาทิ โซลาร์เซลล์และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดการใช้พลังงาน

          เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนากลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ เห็นควรให้มีการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าในห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้มากขึ้น

          ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมในครั้งนี้จะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ในระดับพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 จ.จันทบุรี

การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 จังหวัดจันทบุรี

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางสาวรัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 (ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด นครนายก และสระแก้ว) ณ โรงแรม แซนด์ ดูนส์ เจ้าหลาวบีช รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี มีผู้เข้าร่วมจำนวน 180 คน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม โดยที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ในภาพรวม อาทิ ควรสร้างความพร้อมและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ มากกว่าการตั้งเป้ามุ่งสู่อนาคตเพียงอย่างเดียว โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการปรับบทบาทภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเอื้อต่อการพัฒนาในระยะยาว และควรกำหนดหน่วยงานที่กำกับดูแลในแต่ละแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้แสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

  • เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ การส่งเสริมการผลิตภาคเกษตรให้มีคุณภาพและมาตรฐานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและแรงงานให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจดิจิทัล การพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว
  • เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ การปรับปรุงบทบาทและการทำงานของภาครัฐให้มีความทันสมัย โปร่งใส ลดความซ้ำซ้อน และมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการปฏิรูประเบียบ กฎหมายและหลักนิติธรรมตามหลักธรรมาภิบาลให้เอื้อต่อการพัฒนา ผลักดันการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และรวมศูนย์ระบบฐานข้อมูล เพื่อให้การดำเนินงานและการตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชนและเครือข่ายภาคประชาสังคมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ
  • เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ การพัฒนาทักษะทั้งด้าน Hard Skills และ Soft Skills และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ทุกช่วงวัยครอบคลุมกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต การยกระดับระบบการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบสวัสดิการและการดูแลสุขภาวะ ตลอดจนส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูเด็ก เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม
  • เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและการพัฒนาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีตั้งแต่เด็กให้เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
  • เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ การดำเนินนโยบายควรมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศเกิดประสิทธิภาพและตอบโจทย์การพัฒนาในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นอกจากนี้ ในวันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม 2569 นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี เข้าร่วมจำนวน 160 คน โดยกลุ่มเยาวชนได้แสดงความคิดเห็นสำคัญที่สะท้อนปัญหาและส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันใน 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

  • เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ ปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูง การว่างงาน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาหนี้สินครัวเรือน จึงเสนอให้ยกระดับโอกาสการจ้างงาน การควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าให้เหมาะสม
  • เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ ปัญหาคอร์รัปชัน (Corruption) รัฐบาลไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ความล่าช้าในการให้บริการและการช่วยเหลือประชาชน ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม จึงเสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และควรมุ่งสร้างระบบที่ยุติธรรม โปร่งใส และเชื่อถือได้ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว
  • เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ ปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษา การขาดบุคลากรทางการแพทย์ การจ้างแรงงานต่างด้าวสูงเนื่องจากค่าแรงถูก ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและสวัสดิการ จึงเสนอให้ยกระดับระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ และการพัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและสวัสดิการที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม
  • เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ ปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่น และ PM2.5 ปัญหาขยะพลาสติกและขยะในทะเล ทรัพยากรถูกใช้เกินขีดความสามารถ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า และการทำประมงเกินขนาด รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อากาศร้อนจัด ปะการังฟอกขาว จึงเสนอให้ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งการลดมลพิษ ควบคุมแหล่งกำเนิดขยะ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
  • เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และ AI ที่รวดเร็ว ส่งผลต่อความมั่นคงด้านอาชีพในอนาคต ความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากการทำธุรกรรมออนไลน์ และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัล จึงเสนอให้ยกระดับทักษะดิจิทัลอย่างเป็นระบบและทั่วถึง และสร้างระบบกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นโอกาส ไม่ใช่ปัจจัยซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคม

ข่าว/ภาพ : สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง (สพก.)

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ณ จังหวัดกาญจนบุรี

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ณ จังหวัดกาญจนบุรี

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ภาคีการพัฒนาในระดับพื้นที่ได้สะท้อนมุมมองความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) โดยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี) ณ โรงแรม ไมด้า รีสอร์ต กาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 140 คน

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในภาพรวม อาทิ สร้างเครือข่ายความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้ เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ โดยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจในการผลิต/แปรรูปสินค้า เปิดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรและเพิ่มอำนาจการต่อรองราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐอาทิ ลดขั้นตอน/กระบวนการอนุญาตหรืออนุมัติของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชนในการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐมีคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อลดปัญหาการทุจริตและคอรัปชั่น เสาหลักที่ 3การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ บูรณาการร่วมกันระหว่างสถาบัน การศึกษาและภาคเอกชนเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สร้างสังคมและเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับสังคมสูงวัย เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสีเขียว พัฒนาฐานข้อมูลกลางเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเพื่อการทำเกษตรกรรม รวมทั้งป้องกัน/แก้ไขปัญหาภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และเสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต

การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงเดือนมีนาคม รวมทั้ง สศช. ได้เปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้โดยสะดวกและทั่วถึง และคาดหวังว่าทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่ซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศไปด้วยกัน พร้อมมุ่งสู่การเพิ่มผลิตภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (กคพ.)

ภาพ : เมฐติญา วงษ์ภักดี

นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ