สศช. ผนึกกำลัง พอช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค ร่วมจัดทำและขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

สศช. ผนึกกำลัง พอช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค ร่วมจัดทำและขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากประชาชนทุกภาคส่วนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากเครือข่ายองค์กรชุมชนทั้ง 5 ภูมิภาค ทั่วประเทศ จำนวนมากกว่า 500 คน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายกฤษฎา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยเน้นย้ำถึงโอกาสสำคัญที่เครือข่ายองค์กรชุมชนได้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ และสะท้อนข้อมูลสำคัญเชิงพื้นที่เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 พร้อมกันนี้นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 และบทบาทและศักยภาพของเครือข่ายองค์กรชุมชน ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 และความคาดหวังต่ออนาคตของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยส่วนใหญ่มุ่งหวังให้ประเทศมีเศรษฐกิจดีขึ้น หนี้ครัวเรือนลดลง ประชาชนในชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในการส่งเสริมให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน พร้อมมุ่งสู่การเพิ่มผลิตภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตของประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ ควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะการบริหารการเงิน โดยจัดทำแผนชีวิตรายบุคคลเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว ส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าชุมชน และจัดการปัญหาพ่อค้าคนกลางเพื่อช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกร

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ ควรเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและวางแผนการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของพื้นที่ อาทิ การจัดทำแผนงาน/โครงการของแผนพัฒนาท้องถิ่นที่มาจากความต้องการของพื้นที่ (Bottom up) อย่างแท้จริง การปรับปรุงกฎระเบียบและลดขั้นตอนการดำเนินงานให้เท่าทันต่อสถานการณ์และความจำเป็นเร่งด่วน รวมทั้งควรให้ชุมชนสามารถติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐได้อย่างต่อเนื่อง และปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่บุคลากรในหน่วยงานของรัฐ เพื่อสร้างความโปร่งใสและแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ควรให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุในชุมชน และจัดทำระบบฐานข้อมูลของคนในชุมชนเพื่อยกระดับการบริหารจัดการชุมชนและดูแลช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ ควรขยายเกณฑ์อายุของการจัดสรรทุนการศึกษาให้ครอบคลุมถึงกลุ่มวัยแรงงานและกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งพัฒนาระบบสวัสดิการทางสังคมให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควรผลักดันกลไกคาร์บอนเครดิตให้เป็นวาระการขับเคลื่อนร่วมกันในระดับชาติ และแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่สูง โดยการจัดหาและพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งธนาคารขยะในระดับครัวเรือน และจัดทำระบบธนาคารน้ำใต้ดินในภาคการเกษตร เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควรสร้างการรับรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้กับชุมชน พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยและจัดตั้งห้องทดลองระดับชุมชน นอกจากนี้ ควรลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกในการยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการลดต้นทุนทางการเกษตร

การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่มุ่งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อให้การจัดทำแผนสะท้อนความต้องการและศักยภาพของประชาชนตั้งแต่ระดับฐานรากอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เวทีดังกล่าวยังเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ สศช. ยังเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มีความสมบูรณ์ รอบด้าน และสะท้อนความต้องการของทุกภาคส่วนได้อย่างแท้จริง

ข่าว : กองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (กศว.)
ภาพ: กลุ่มประชาสัมพันธ์และห้องสมุดสุริยานุวัตร (ปส.)

สภาพัฒน์เปิดเวทีระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มภาคเอกชน

สภาพัฒน์เปิดเวทีระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มภาคเอกชน

เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) กลุ่มภาคเอกชน ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมระดมความคิดเห็นฯ ประมาณ 140 คน การระดมความคิดเห็นฯ ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธานการระดมความคิดเห็นฯ และนายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้าร่วมการระดมความคิดเห็นฯ ทั้งนี้ ผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย รวมทั้งเครือข่ายภาคเอกชนจากหลายภาคส่วนมาร่วมระดมความคิดเห็นฯ เพื่อวางอนาคตของประเทศร่วมกัน

ในช่วงแรก นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวเปิดการประชุมพร้อมนำเสนอความสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายรอบด้านทั้งความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอนาคตอันใกล้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์ “ซ่อม-เสริม-สร้าง” ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การพลิกโฉมเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและผลักดันให้ทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกันในฐานะเจ้าของแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

จากนั้น นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอสรุปสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมใช้ประกอบการแสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยที่ประชุมได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจต่อ 5 เสาหลักการพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ดังนี้

ภาพรวมของแผน : ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของแรงงานเพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมและความยั่งยืนในระยะยาว และการเร่งพัฒนาและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญโดยเฉพาะโครงการคมนาคมและขนส่งที่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมสูง

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ : มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและการแพทย์เป็นอุตสาหกรรมหลักโดยมีอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI เป็นกลไกสนับสนุนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างนวัตกรรม การกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่มีศักยภาพโดยคำนึงถึงศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการภายในประเทศ การส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในระดับพื้นที่โดยสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับภาพลักษณ์และรายได้ของภาคเกษตร และการสนับสนุนการศึกษา วิจัย และพัฒนาสินค้าเกษตรพื้นถิ่น (Local Fruit) ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยและมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ : ให้ความสำคัญกับการยกระดับสู่บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูล (Big Data) เพื่อเลิกขอสำเนาเอกสารซ้ำซ้อน ควบคู่กับการล้างกฎหมายที่ล้าหลังและการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดขั้นตอนและลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ การเพิ่มความเข้มข้นของการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการสร้างนวัตกรรมโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มีศักยภาพสร้างผลลัพธ์สูง รวมทั้งการปฏิรูประบบงานให้โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยนำ AI เข้ามาช่วยคัดกรองเพื่ออุดช่องโหว่การทุจริตและการยึดระบบคุณธรรมในการบริหารคนและเปลี่ยนตัวชี้วัดจากการนับจำนวนกิจกรรมมาเป็น “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน”

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ : สร้างแรงจูงใจให้เพิ่มจำนวนประชากรผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น โครงการส่งเสริมการมีบุตรคนที่ 2 ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายในการศึกษา การลดภาษีเงินได้ และสวัสดิการสังคม การผลักดันให้แรงงานอิสระเข้าสู่ระบบ เช่น แพลตฟอร์มต่าง ๆ และสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานอิสระ การออกแบบหลักสูตรร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อตอบสนองที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมและการพัฒนา AI เพื่อใช้ในการกำหนดโครงสร้างค่าจ้างและทักษะแรงงานที่ต้องการ

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน : นำเครื่องมือเศรษฐศาสตร์มาใช้ประเมินมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายโดยเฉพาะด้านทรัพยากรน้ำ เช่น การจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital Accounting) รวมทั้งพิจารณากลไกด้านกฎหมายหรือผู้แทนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อประเมินปริมาณทรัพยากร ความเสี่ยง และกำหนดอัตราการใช้ทรัพยากรให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน การพัฒนาระบบข้อมูลการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพทั้งด้านปริมาณน้ำต้นทุน (Supply) และความต้องการใช้น้ำ (Demand) เพื่อให้เกิดการกระจายน้ำอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด และการปรับปรุงกฎระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและสามารถปฏิบัติได้จริงเพื่อเร่งการปรับตัวของประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม : ส่งเสริมนวัตกรรมที่ผสานการทำงานระหว่างมนุษย์และ AI เพื่อพัฒนาการให้บริการและการนำเสนอข้อมูลแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนจากประสบการณ์ของภาคเอกชน เพื่อให้มั่นใจว่าทิศทางการพัฒนาประเทศต่อจากนี้จะสามารถสร้าง “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” ทั้งนี้ สภาพัฒน์ยังคงมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าของแผนฯ ฉบับนี้ โดยเปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมเสนอความเห็นต่อการวางอนาคตประเทศไทยไปด้วยกันได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

ข่าว : กองยุทธศาสตร์และประสานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน (กพข.)
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล

สภาพัฒน์ ผนึกกำลัง รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงินของรัฐ และองค์การมหาชน ขับเคลื่อนทิศทางประเทศ เปิดเวทีประชุมระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

สภาพัฒน์ ผนึกกำลัง รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงินของรัฐ และองค์การมหาชน ขับเคลื่อนทิศทางประเทศ เปิดเวทีประชุมระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนฯ 14

เมื่อวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ โดยนางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ และนายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ณ โรงแรมควีนส์แลนด์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงินของรัฐ และองค์การมหาชน เข้าร่วมมากกว่า 180 คน จากกว่า 120 หน่วยงาน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับความท้าทายในอนาคต

โดยนางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการฯ ได้กล่าวเปิดการประชุมพร้อมนำเสนอสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านประเทศภายใต้แนวคิด “TRUST” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด วิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภูมิอากาศ และการแข่งขันทางเทคโนโลยี โดยเปลี่ยนจากการเติบโตแบบเดิมมาเป็นการสร้างความมั่นคงที่ยืดหยุ่น การกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง และการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นกลยุทธ์ “ซ่อม-เสริม-สร้าง” ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและผลักดันให้ทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกันในฐานะเจ้าของแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากนั้นมีการเปิดเวทีระดมความคิดเห็น โดยมีนายปุณณลักขิ์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และนางสาวจุฑารัตน์ ยกถาวร นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนาของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้แก่

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง โดยเพิ่มผลิตภาพในภาคการผลิตเดิมที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีขั้นสูง และบริการทางการแพทย์มูลค่าสูง รวมทั้งระบบนิเวศที่เอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับ SMEs และลดสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ: ให้ความสำคัญกับการยกระดับสู่บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อเลิกขอสำเนาเอกสารซ้ำซ้อน ควบคู่กับการปรับกฎหมายที่ล้าสมัยและนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดขั้นตอนและลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการปฏิรูประบบงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

เสาหลักที่ 3: การยกระดับทุนมนุษย์ มุ่งปรับแนวคิดการจัดการศึกษาไปสู่รูปแบบที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการดึงศักยภาพของประชากรกลุ่มต่าง ๆ สร้างแรงจูงใจในการเพิ่มจำนวนประชากร อาทิ ส่งเสริมการมีบุตรคนที่ 2 ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายในการศึกษา การลดภาษีเงินได้ และสวัสดิการสังคม รวมทั้งการผลักดันให้แรงงานอิสระเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ทุนมนุษย์เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน: ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสะอาดมาใช้เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปรับปรุงกฎระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ในการจูงใจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างสมดุล

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม: การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียวที่สอดคล้องกับภาคการผลิตเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้จากต่างประเทศควบคู่กับการวิจัยภายในประเทศ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในงานวิจัยที่ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ (Demand-Driven) และปรับปรุงกลไกจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองและสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในประเทศ

ทั้งนี้ สภาพัฒน์จะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดไปประมวลผลเพื่อปรับปรุงร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และพร้อมเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าและร่วมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ 14thplan.nesdc.go.th


ข่าว : กองงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ
ภาพ : เมฐติญา วงษ์ภักดี

สภาพัฒน์ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

สภาพัฒน์ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ : กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 80 คน โดยได้รับเกียรติจากนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ ในฐานะกรรมการมูลนิธิพัฒนาไท นางสุวรรณี คำมั่น อดีตรองเลขาธิการสภาพัฒน์และกรรมการมูลนิธิพัฒนาไท นางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ อดีตรองเลขาธิการสภาพัฒน์และวุฒิอาสาธนาคารสมอง และผู้แทนจากกหลายภาคส่วนมาร่วมออกแบบอนาคตของประเทศ อาทิ หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลกลุ่มเปราะบางโดยตรง เครือข่ายวุฒิอาสาธนาคารสมอง หน่วยงานภาควิชาการที่เชี่ยวชาญด้านสังคมสูงวัย ตลอดจนเครือข่ายภาคเอกชนและภาคประชาสังคม

ในช่วงแรก นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุม พร้อมนำเสนอสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอนาคตอันใกล้ แผนฉบับนี้จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์ “ซ่อม-เสริม-สร้าง” ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การพลิกโฉมเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนจุดเปราะบางให้เป็นโอกาส และผลักดันให้ทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกันในฐานะเจ้าของแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

จากนั้น ได้เปิดเวทีระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

ภาพรวมของแผน ควรพิจารณาปรับฐานคิดของการจัดทำแผน ให้มุ่งปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างซึ่งจะมีขอบเขตกว้างกว่าการเน้นเพียงเรื่องการเพิ่มผลิตภาพ อีกทั้ง ควรเพิ่มการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่น ๆ และให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ มากกว่าแนวทางที่มุ่งใช้กลไกรัฐเป็นหลักในการดำเนินการ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ไปสู่ศักยภาพสูงสุด โดยมิได้จำกัดการเป็นเพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบการขับเคลื่อนแผนให้เกิดการปฏิบัติได้จริงและนำไปสู่ผลการพัฒนาที่ตั้งไว้

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ ควรมุ่งเน้นการพัฒนาสวัสดิการคุ้มครองทางสังคมของกลุ่มแรงงานนอกระบบโดยไม่จำเป็นต้องดึงแรงงานเข้าสู่ระบบเท่านั้น ควบคู่ไปกับการลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของแรงงานกลุ่มดังกล่าว อาทิ การปรับหลักเกณฑ์การเสียภาษีของแรงงานนอกระบบ นอกจากนี้ควรส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และบทบาทของวิสาหกิจเพื่อสังคม ในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ การพัฒนาปัจจัยที่เอื้อต่อธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมของธุรกิจรายย่อย

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ จาก “ผู้ให้บริการ” เป็น “ผู้สนับสนุน (Enabler)” ควรมุ่งเน้นการพัฒนากลไกบูรณาการยุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณ เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลทุกระดับ เพื่อความคล่องตัวและลดการทำงานแบบแยกส่วน ขณะเดียวกันต้องสร้างบุคลากรภาครัฐคุณภาพผ่านตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ (OKRs) รวมทั้งรูปแบบการทำงานใหม่ของภาครัฐให้สามารถสนับสนุนและช่วยประชาชนแก้ไขปัญหาหรือเงื่อนไขที่บีบบังคับ (Pain point) ได้อย่างครบวงจร

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ควรเน้นการเกิดที่มีคุณภาพ การปลดล็อกศักยภาพประชากรให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ออกจากระบบก่อนวัยอันควร อาทิ ผู้หญิงที่ดูแลครอบครัว ผู้เกษียณก่อนกำหนด รวมทั้งให้ความสำคัญกับการมีงานทำที่มีคุณค่าในกลุ่มคนพิการ ในส่วนของการดึงดูดแรงงานต่างชาติทักษะสูง ควรมีมาตรการสำหรับกลุ่ม digital nomad และพัฒนาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านให้เป็น caregiver นอกจากนั้น ควรพัฒนาระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์และศักยภาพของคนในแต่ละพื้นที่ ยกระดับศูนย์ฝึกอบรมที่เชื่อมกับผลลัพธ์การได้รับค่าแรงที่สูงขึ้น ในเรื่องสวัสดิการ ควรเพิ่มเติมกลไกชุมชน/ภาคประชาสังคมให้เป็นข้อต่อสำคัญในการเก็บข้อมูลและประสานงาน เร่งส่งเสริมให้มีมาตรการรองรับกลุ่มผู้ที่อยู่ลำพัง ด้านสุขภาพ ควรเพิ่มการสร้างกลไกทางการเงินเพื่อจูงใจให้คนดูแลสุขภาพก่อนที่จะป่วย และการนำความรู้ในการดูแลตัวเอง (independent care) สู่ภาคประชาชน

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควรเสริมศักยภาพ อปท. ทั้งด้านงบประมาณและองค์ความรู้ เพื่อให้เป็นหน่วยตอบโต้ภัยพิบัติด่านหน้าในพื้นที่ สามารถส่งต่อความช่วยเหลือด้านสาธารณภัยถึงประชาชนได้ทันท่วงที และสร้างมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดมลพิษ รวมทั้งเชื่อมโยงข้อตกลงระดับสากลสู่ท้องถิ่น ผ่านการทบทวนตัวชี้วัดและข้อตกลง COP เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำในระดับพื้นที่ต่อไป

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควรสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงและสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 12 โดยควรส่งเสริมตั้งแต่การบ่มเพาะ จนถึงการกระจายเทคโนโลยี โดยเฉพาะ “เทคโนโลยีพร้อมใช้” (Appropriate Technology) ที่เข้าถึงง่าย ตลอดจนควรขยายความครอบคลุมไปถึงการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ควรปฏิรูปกฎระเบียบและกลไกการให้ทุนสนับสนุนเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงงบประมาณวิจัยได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งยกระดับมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (NQI) ที่มุ่งเน้นการอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้งานได้จริง

การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการระดมสมองเพื่อยกระดับคุณภาพของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เท่านั้น แต่ยังเป็นการให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนจากประสบการณ์อันทรงคุณค่าของเครือข่ายผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้มั่นใจว่าทิศทางการพัฒนาประเทศต่อจากนี้ ที่มุ่งสร้าง “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” จะครอบคลุมคนไทยทุกกลุ่มที่รวมถึงผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ สภาพัฒน์ยังคงมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าของแผนฯ ฉบับนี้ โดยเปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมเสนอไอเดียและออกแบบอนาคตประเทศไทยไปด้วยกันได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.) กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม (กขส.) และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานราชการ ยกระดับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานราชการ ยกระดับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้ตอบโจทย์ การพัฒนาประเทศ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เดินหน้ารับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) อย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่ทั้ง 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ยังจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่วมกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยเมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 นายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มเฉพาะหน่วยงานราชการ ณ โรงแรมอีสตินแกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 320 คน รวมถึงได้รับเกียรติจาก นายณัฏฐา พาชัยยุทธ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ นางณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์ รองเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการยกระดับทุนมนุษย์ ตลอดจนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐกว่า 180 หน่วยงาน เข้าร่วมด้วย โดยภายในที่ประชุมได้มีการนำเสนอสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ครอบคลุมทั้งสาระสำคัญของแผนพัฒนาฯ ในภาพรวม และประเด็นสำคัญภายใต้ 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อสร้างความเข้าใจต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า

          เวทีครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการที่มีภารกิจและบทบาทที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลเชิงลึก ผ่านการประชุมกลุ่มย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้มีความครบถ้วนและตอบโจทย์การพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในภาพรวม อาทิ ควรคำนึงถึงการกระจายโอกาสให้เข้าถึงทุกกลุ่มประชากรอย่างทั่วถึงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ควรจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการพัฒนาที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน และควรกำหนดกลไกการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การซ่อม เสริม และสร้าง สามารถเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ได้มีการแสดงความคิดเห็นต่อรายละเอียดของ 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ ควรปรับบทบาทภาคเกษตรจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็นหุ้นส่วนในห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งเสริมการตระหนักรู้ด้านมาตรฐานสากลและข้อกำหนดระหว่างประเทศตั้งแต่ต้นกระบวนการผลิตและบริการ เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ และพิจารณาเชื่อมโยงทิศทางการพัฒนาประเทศกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสู่การเป็นสมาชิก OECD เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ ควรปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อให้สามารถกำหนดอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน และใช้เป็นกลไกในการทบทวนหรือปรับลดหน่วยงานที่ไม่จำเป็นแทนการยุบหน่วยงานโดยตรงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงและเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้อย่างโปร่งใส เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ ควรมุ่งบูรณาการระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เป็นมาตรฐานเดียว ควบคู่กับการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาและลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอนของครู เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม จัดทำฐานข้อมูลทะเบียนสังคม (Social Registry) เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดสวัสดิการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิผลของงบประมาณ เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ สร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้พลังงานสะอาดในฐานะทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาวและกระตุ้นให้ภาคเอกชนเห็นเป็นโอกาสในการปรับตัวและสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบพยากรณ์สภาพภูมิอากาศให้มีความแม่นยำ เพื่อออกมาตรการป้องกันและรับมือภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัยเทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ ควรเร่งปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบกองทุนภาครัฐให้สามารถสนับสนุนภาคเอกชนในการต่อยอดนวัตกรรมสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในเชิงพาณิชย์ได้พัฒนากลไกตัวกลางให้ทำหน้าที่เป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการชุมชน และหน่วยงานประเมินมาตรฐาน รวมทั้งเร่งจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจดทะเบียนและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะงานวิจัยที่ได้รับจัดสรรทุนจากภาครัฐ

          การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ผ่านการสะท้อนมุมมองจากหน่วยงานราชการในฐานะกลไกสำคัญที่นำไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่สามารถขับเคลื่อนได้จริงและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สศช. ยังมีช่องทางการรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง


ข่าว : กองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (กศว.)
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล

สศช. เปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา

สศช. เปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา

   เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 13.00-15.00 น. ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางสาวจินนา ตันศราวิพุธ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) กลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างรอบด้าน และเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ/การจัดทำแผนพัฒนาฯ โดยผู้เข้าร่วมเป็นเยาวชนหลากหลายกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 15 – 24 ปี ซึ่งครอบคลุมเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ในเขตกรุงเทพฯ รวมประมาณ 60 คน และเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ในระยะยาวต่อไป

          ในช่วงเริ่มต้นของการรับฟังความคิดเห็นฯ สศช. ได้นำเสนอร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อให้ข้อมูลและจุดประกายความคิด ซึ่งเยาวชนได้นำไปต่อยอดในการร่วมทำกิจกรรมทั้งในกลุ่มรวมและกลุ่มย่อยเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา ภายใต้ร่างกรอบแผนฯ 14 อย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกับ 5 เสาหลักการพัฒนา ทั้งการพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาและจะช่วยผลักดันให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป โดยกลุ่มเยาวชนได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ การแก้กฎหมายหรือปรับกฎระเบียบเพื่อลดข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจของ SMEs การจัดให้มีรัฐสวัสดิการสำหรับกลุ่มเปราะบาง การส่งเสริมทักษะดิจิทัลสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง การเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของภาครัฐ

          นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอโครงการสำคัญ ภายใต้เสาหลักของการพัฒนา ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดตั้งกองทุนเพื่อ SMEs/ Startup การจัดให้มีสวัสดิการตลอดชีวิต การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วยเครือข่ายเยาวชนมัคคุเทศก์และยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของศูนย์พัฒนาทักษะอาชีพที่มีในแต่ละจังหวัด การสร้างความรู้ความเข้าใจในทิศทางเศรษฐกิจใหม่ เป็นต้น

          ในการรับฟังความคิดเห็นฯ กลุ่มเยาวชน ในครั้งนี้ สศช. ได้ให้ความสำคัญกับทุกๆ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างอนาคตประเทศ และเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องด้วยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ขั้นตอนของการจัดทำแผนไปสู่การขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ สู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดในอนาคต โดยการรับฟังความคิดเห็นฯ ในวันนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากภาคีการพัฒนาหลายภาคส่วน โดยเฉพาะจากองค์กรยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF) กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)

          ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นฯ กลุ่มเยาวชน ในเขตกรุงเทพฯ นี้ เป็นเวทีภายใต้กระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ที่ สศช. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในระดับพื้นที่ 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่ง สศช. จะได้รวบรวมและประมวลความเห็นจากที่ประชุมไปใช้ประกอบการปรับปรุงร่างกรอบแผนฯ และจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้มีความรอบด้านและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริงต่อไป

ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง

สศช. เดินหน้ารับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 จ.ชลบุรี

สศช. เดินหน้ารับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี) มุ่งสู่การพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืน

  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัด ทั่วประเทศ โดยได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอมารี บางแสน จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมรวมกว่า 350 คน การรับฟังความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ส่วนช่วงภาคบ่าย เป็นกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเยาวชน เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างรอบด้าน

     ในภาคเช้า นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญของประเทศ อาทิ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด การลดลงของกำลังแรงงาน ตลอดจนข้อจำกัดของโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ทั้งนี้ แม้ว่าพื้นที่กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออก 1 จะมีการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ระดับหนี้ครัวเรือนสูง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างรากฐานการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน การดำเนินงานอย่างสอดประสาน และการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยมี “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน”

     นอกจากนี้ นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอสาระสำคัญและแนวทางการพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป  ทั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญ อันเนื่องมาจากตัวชี้วัดหลายประการในแผนพัฒนาฯ ฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมาย รวมทั้งความเสี่ยงจากบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน  ดังนั้น ร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงกำหนดเสาหลักการพัฒนา 5 ประการ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อซ่อมจุดเปราะบาง เสริมรากฐานให้มั่นคง และสร้างความพร้อมและเพิ่มโอกาสของประเทศสำหรับอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของแผน จากนั้นจึงเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม โดยได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต และเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายและการพัฒนาในระยะยาว โดยนายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลังจากนั้น จึงเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

     เสาหลักที่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ ควรมุ่งปรับภาคการผลิตเดิมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ท่าเรือและระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งส่งเสริมพลังงานทดแทน และการจัดการของเสีย ตลอดจนพัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ พร้อมทั้งยกระดับทักษะและปรับทัศนคติการทำงาน รวมทั้งปรับนิยาม SMEs ที่เดิมอิงจากจำนวนการจ้างงานและรายได้ ให้สะท้อนรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการสนับสนุนได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และส่งเสริมธรรมาภิบาลทางธุรกิจในทุกขนาดกิจการ

    เสาหลักที่ การปฏิรูปภาครัฐ ต้องเริ่มจากการกระจายอำนาจและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น พร้อมปรับบทบาทรัฐให้เป็นผู้อำนวยความสะดวก ลดการทำงานแบบแยกส่วน และเปิดพื้นที่ให้เกิดนวัตกรรมในการทำงาน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และปรับปรุงหรือทบทวนกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พร้อมทั้งมีกลไกป้องกันการผูกขาดเพื่อส่งเสริมการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นอกจากนี้ ควรเร่งพัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐสู่ดิจิทัลและสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมความโปร่งใสผ่าน Open Data/Open Government และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยลดปัญหาทุจริตและระบบอุปถัมภ์ในสังคม

     เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ควรให้ความสำคัญกับการผลักดันให้สภาองค์กรชุมชนจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลประชาชนในทุกมิติเพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนตั้งแต่ระดับชุมชนการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพื้นที่เข้าสู่ระบบการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ รวมถึงการปรับเกณฑ์สิทธิประโยชน์การลงทุนเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมด้านการศึกษา พร้อมทั้งทบทวนแนวคิดการพัฒนาที่เน้นจำนวนประชากรเป็นหลัก นอกจากนี้ เสนอให้ขยายช่องทางการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และปฏิรูปการศึกษาโดยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ ลดภาระงานครู และปรับหลักสูตรให้เน้นทักษะแห่งอนาคต สำหรับด้านประชากร เสนอให้ขยายวันลาคลอด เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรแบบขั้นบันได สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับเด็กแรกเกิด และพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนให้ปลอดภัย ควบคู่กับการปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ

     เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ โดยเชื่อมโยงโครงข่ายกักเก็บน้ำระหว่างพื้นที่เพื่อป้องกันภาวะล้มละลายทางน้ำ (Water bankruptcy) ในด้านการจัดการมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 เสนอให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตในสถานประกอบการที่ก่อมลพิษ เช่น โรงโม่หิน ควบคู่กับพัฒนามาตรฐานและระบบการตรวจวัดมลพิษให้มีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยภาคเอกชนในพื้นที่สนับสนุนงบประมาณ พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เพิ่มเติมมาตรการรองรับการย้ายถิ่นฐานของประชากรอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ในระดับพื้นที่ เพื่อใช้วางแผนและกำหนดแนวทางการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ

     เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควรมุ่งส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่ไทยยังพึ่งพาจากต่างประเทศ อาทิ ด้านการแพทย์สมัยใหม่อย่างการทดสอบทางพันธุกรรม (Genetic testing) ด้านการจัดการภัยพิบัติ ด้านการเกษตร และด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสีเขียวและคาร์บอนเครดิต รวมถึงการพัฒนาด้านทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับนวัตกรรมเป้าหมาย โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและการใช้นวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการสนับสนุนงบประมาณในการต่อยอดงานวิจัย การมีกลไกการจับคู่ความต้องการระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมเทคโนโลยีที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรม (Thai Innovation List) ตลอดจนการจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลกลางและศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ด้านสิทธิบัตรและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเร่งผลักดันนวัตกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์  

     ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)

สศช. เปิดเวทีระดมความเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

สศช. เปิดเวทีระดมความเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการยกร่างแผนด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและอดีตประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.วิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ในระดับพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม จำนวน 197 คน

          การประชุมได้รับเกียรติจากนายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม จากนั้นศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวเปิดประชุมและชี้แจงแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ก่อนที่จะเป็นการนำเสนอร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดย ดร.วิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และได้แบ่งกลุ่มย่อยเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการพัฒนาใน 5 เสาหลัก ของร่างกรอบแผนฯ 14 อย่างกว้างขวาง โดยมีความเห็นสำคัญ ดังนี้

          เสาที่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาต้องคำนึงถึงการเติบโตที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการท่องเที่ยวเมืองรอง พัฒนา SME โดยส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและตลาด ยกระดับทักษะและการตระหนักรู้ทางการเงินของประชาชน เป็นต้น

          เสาที่ การปฏิรูปภาครัฐ : ลดความซ้ำซ้อนและบูรณาการงานภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงง่าย รวดเร็ว และลดการทุจริต ปรับการทำงานจาก Function based เป็น Agenda based เพิ่มความสอดคล้องระหว่างนโยบายจากส่วนกลางและภูมิภาค ตลอดจนความสอดคล้องในการทำงานระหว่างหน่วยงานวางแผนและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ จัดสรรงบประมาณให้จังหวัดแบบ Lump sum ส่งเสริมการกระจายอำนาจและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ผลักดันให้องค์กรนอกภาครัฐร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา  เป็นต้น

          เสาที่ การพัฒนาทุนมนุษย์ : ควรกระจายการพัฒนาให้ทั่วถึงทั้งในเชิงพื้นที่และทุกกลุ่มและทุกวัยของประชากร  และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาแบบองค์รวมและแยกส่วน การพัฒนาทุนมนุษย์ต้องสอดคล้องกับบริบททางสังคมของโลกและของประเทศในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เช่น โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ รวมทั้งต้องมีการวิเคราะห์ Pain point หรือความต้องการของแรงงาน เพื่อ Upskill/Reskill และสร้าง New skill ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เร่งแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน ส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและยกระดับมาตรฐานบริการด้านสุขภาพ รวมถึงสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงวัย เด็กที่มีพ่อแม่อยู่ในเรือนจำ ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและการเกิดอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งการขยายโอกาสการทำงานของผู้สูงวัยที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อเสริมกำลังแรงงานในตลาด เป็นต้น

          เสาที่ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : บริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน โดยส่งเสริมการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กที่จัดเก็บน้ำได้เนื้อที่มากขึ้นในลักษณะแก้มลิง จัดตั้งกองทุนบริหารจัดการน้ำชุมชน ผลักดันหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งควบคู่ไปกับการออกสิทธิประมงชุมชน ปรับปรุงกฎหมายด้านบรรเทาสาธารณภัย สร้างจิตสำนึกของประชาชนในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นำ SEA มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบายควบคู่กับกับการทบทวนหรือควบคุมโครงการที่ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

          เสาที่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ภาครัฐสนับสนุนการลงทุนเพื่อสร้างเทคโนโลยีมากกว่าใช้เทคโนโลยีต่างชาติ สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระดับ Deep Science เพื่อเป็นฐานในการสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง พัฒนาระบบและส่งเสริมการจดสิทธิบัตร ควรมีหน่วยงานบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐทุกเรื่องให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานและพื้นที่ สร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาเพื่อให้เกิดการวิจัยและการสร้างเทคโนโลยีที่นำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ปรับระบบการจูงใจให้มีผู้สนใจศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น พัฒนาเทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น

          สศช. จะรวบรวมความเห็นจากที่ประชุมทุกกลุ่มจังหวัด ไปปรับปรุงร่างกรอบแผนฯ และจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จ.อุบลราชธานี ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี รวมกว่า 220 คน แบ่งเป็นกลุ่มภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และเยาวชน และกลุ่มภาคบ่ายร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท เปิดรับฟังความคิดเห็นจากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน

          ในภาคเช้า โดยคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและผลผลิตของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงปัญหาวิกฤตสังคมสูงวัยของไทยในลักษณะ “แก่ก่อนรวย” ปัญหาพัฒนาการสมวัยของเด็กปฐมวัย และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่เริ่มตามหลังเพื่อนบ้านในบางมิติ โดยเป้าหมายภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะมุ่งเน้นการซ่อมฐานรากที่อ่อนแอและสร้างโอกาสใหม่ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อแก้ข้อจำกัดเดิมที่ฉุดรั้งประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าการทำแผนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำไปสู่การขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการรับฟังเสียงจากพื้นที่เพื่อให้สะท้อนทั้งปัญหาและ “ตัวอย่างความสำเร็จ” ที่ใช้งานได้จริงในแต่ละจังหวัดเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนต่อไป

          นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำเสนอสาระสำคัญ และแนวทางพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากการที่ตัวชี้วัดหลายตัวในแผนฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุเป้าหมาย ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี พ.ศ. 2576 แนวทางการพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อซ่อมแซมจุดเปราะบางเสริมรากฐานให้มั่นคง และสร้างความพร้อมและเพิ่มโอกาสของประเทศสำหรับอนาคต โดยตั้งอยู่บน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ทั้งนี้ สศช. คาดหวังว่าแผนฉบับนี้จะเป็นแผนที่ทุกภาคส่วนร่วมกันเป็นเจ้าของ และสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนั้น การระดมความคิดเห็นได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา และมีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นตามความเชี่ยวชาญและความสนใจอย่างเต็มที่

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน ซึ่งเป็นภาคีสำคัญของ สศช. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาระดับพื้นที่ โดยมีวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายจากทั้ง 4 จังหวัดเข้าร่วม ครอบคลุมสาขาความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย โดยนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท ได้กล่าวต้อนรับและนำเสนอภาพรวมของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลังจากนั้นจึงเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา

วุฒิอาสาธนาคารสมอง และเครือข่ายการทำงาน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ)

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

          เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยปรับ mindset เกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตและสินค้าเกษตรในชุมชน เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยี และส่งเสริมการกระจายอุตสาหกรรมใหม่ เช่น สุขภาพและการแพทย์ ไปยังภูมิภาค พร้อมทั้งลดต้นทุนโลจิสติกส์ การปฏิรูปกฎระเบียบและสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs และการสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่และผู้มีศักยภาพเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่

          เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ โดยส่งเสริมการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง หรือแอพลิเคชันที่เชื่อมงานบริการที่หลากหลาย ซึ่งเอื้อให้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานหรือประชาชนสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องพัฒนาหลายระบบตามแต่ละหน่วยงาน รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ และส่งเสริมให้มีหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Special Delivery Unit) เพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะ ปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมาย ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ซ้ำซ้อน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเอื้อให้ภาคส่วนอื่น ๆ อาทิ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ รวมทั้งปรับปรุงกฎหมาย แนวทาง และบทบาท ของหน่วยงานตรวจสอบให้เอื้อต่อการจัดบริการสาธารณะที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ปฏิบัติงาน และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และพัฒนาระบบความคุ้มครองข้าราชการที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างกฎและระเบียบต่าง ๆ ความคาดหวังของนักการเมืองในฐานะผู้บังคับบัญชา และความคาดหวังของประชาชน

          เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ มุ่งพัฒนาทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยในเชิงคุณภาพเน้นการจัดมาตรการสนับสนุนครอบครัวควบคู่กับพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการดูแลเด็กในชุมชน ยกระดับระบบการศึกษาให้มีคุณภาพเท่าเทียมกัน การพัฒนาระบบการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล การลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบ (Zero Dropout) ส่งเสริมพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (Co-learning space) การนำความรู้และทักษะจากประสบการณ์จริงมาใช้เทียบวุฒิการศึกษาโดยไม่ต้องผ่านห้องเรียน และพัฒนาระบบแนะแนวอาชีพตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการศึกษาและภาคแรงงาน ควบคู่กับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและการขับเคลื่อนแนวคิด Productive Welfare เพื่อให้การจัดสวัสดิการตรงกับกลุ่มเป้าหมายและเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตร ขณะเดียวกัน ในเชิงปริมาณให้ความสำคัญกับการดึงดูดแรงงานไทยทักษะสูงจากต่างประเทศให้กลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

          เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมาย/ระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน/ผังเมืองเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ บูรณาการภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายชุมชนในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างครอบคลุม เป็นระบบ เหมาะสมกับพื้นที่ และคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่อื่น จัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อพัฒนาระบบติดตามและเตือนภัยที่ทันต่อสถานการณ์ ตลอดจนสร้างมาตรการจูงใจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการกระจายอำนาจ ทรัพยากร และการพัฒนาศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบูรณาการฐานข้อมูลกลาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการภัยพิบัติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่นและประชาชน รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกโดยให้ชุมชนสามารถจัดการพลังงานได้ด้วยตนเอง และพัฒนามาตรการจูงใจให้ภาคประชาชนและเอกชนมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนเครดิต

          เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่งเสริมการลงทุนด้านการเกษตรและการแพทย์ อาทิ เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารสำหรับสภาวะวิกฤต (Food for Crisis) การพัฒนาด้านการเกษตรสมัยใหม่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีแหล่งผลิตเฉพาะ (GI) การคัดกรองและตรวจพบโรคในระยะเบื้องต้นและส่งเสริมการวิจัยและเทคโนโลยีสำหรับการแพทย์แม่นยำ นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมแหล่งเงินทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้แก่สตาร์ทอัพ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) การพัฒนาระบบนิเวศและค่าตอบแทนเพื่อจูงใจบัณฑิตจบใหม่ด้านนวัตกรรมให้ทำงานในประเทศ การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดเพื่อแบ่งปันข้อมูลระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน สำหรับนำไปใช้ต่อยอดนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งต่อนวัตกรรมสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาผู้จัดการนวัตกรรม (Registered Technology Transfer Professional: RTTP) เพื่อเป็นกลไกกลางระหว่างชุมชนกับนักวิจัย รวมถึงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นงานวิจัยเพื่อผลักดันนวัตกรรมจากชุมชน

          ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.) และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ)

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ) ณ จังหวัดบุรีรัมย์

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สศช. ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ใน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ ณ ห้องประชุมประโคนชัย โรงแรมอัลวาเรซ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 160 คน

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เข้าร่วมงาน พร้อมด้วย นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ตลอดจนนักศึกษาคณะต่าง ๆ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

ที่ประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในภาพรวม โดยเน้นความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะต่อไป

ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงเดือนมีนาคม 2569 นอกจากนี้ สศช. ยังได้เปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะได้อย่างสะดวกและทั่วถึง

สศช. คาดหวังว่าความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจะเป็นส่วนสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ และนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่มุ่งเสริมสร้างรากฐานการพัฒนา เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์

นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ