สศช. เดินหน้ารับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 จ.ชลบุรี

สศช. เดินหน้ารับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี) มุ่งสู่การพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืน

  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัด ทั่วประเทศ โดยได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอมารี บางแสน จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมรวมกว่า 350 คน การรับฟังความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ส่วนช่วงภาคบ่าย เป็นกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเยาวชน เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างรอบด้าน

     ในภาคเช้า นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญของประเทศ อาทิ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด การลดลงของกำลังแรงงาน ตลอดจนข้อจำกัดของโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ทั้งนี้ แม้ว่าพื้นที่กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออก 1 จะมีการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ระดับหนี้ครัวเรือนสูง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างรากฐานการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน การดำเนินงานอย่างสอดประสาน และการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยมี “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน”

     นอกจากนี้ นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอสาระสำคัญและแนวทางการพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป  ทั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญ อันเนื่องมาจากตัวชี้วัดหลายประการในแผนพัฒนาฯ ฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมาย รวมทั้งความเสี่ยงจากบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน  ดังนั้น ร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงกำหนดเสาหลักการพัฒนา 5 ประการ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อซ่อมจุดเปราะบาง เสริมรากฐานให้มั่นคง และสร้างความพร้อมและเพิ่มโอกาสของประเทศสำหรับอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของแผน จากนั้นจึงเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม โดยได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต และเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายและการพัฒนาในระยะยาว โดยนายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลังจากนั้น จึงเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

     เสาหลักที่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ ควรมุ่งปรับภาคการผลิตเดิมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ท่าเรือและระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งส่งเสริมพลังงานทดแทน และการจัดการของเสีย ตลอดจนพัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ พร้อมทั้งยกระดับทักษะและปรับทัศนคติการทำงาน รวมทั้งปรับนิยาม SMEs ที่เดิมอิงจากจำนวนการจ้างงานและรายได้ ให้สะท้อนรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการสนับสนุนได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และส่งเสริมธรรมาภิบาลทางธุรกิจในทุกขนาดกิจการ

    เสาหลักที่ การปฏิรูปภาครัฐ ต้องเริ่มจากการกระจายอำนาจและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น พร้อมปรับบทบาทรัฐให้เป็นผู้อำนวยความสะดวก ลดการทำงานแบบแยกส่วน และเปิดพื้นที่ให้เกิดนวัตกรรมในการทำงาน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และปรับปรุงหรือทบทวนกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พร้อมทั้งมีกลไกป้องกันการผูกขาดเพื่อส่งเสริมการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นอกจากนี้ ควรเร่งพัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐสู่ดิจิทัลและสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมความโปร่งใสผ่าน Open Data/Open Government และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยลดปัญหาทุจริตและระบบอุปถัมภ์ในสังคม

     เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ควรให้ความสำคัญกับการผลักดันให้สภาองค์กรชุมชนจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลประชาชนในทุกมิติเพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนตั้งแต่ระดับชุมชนการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพื้นที่เข้าสู่ระบบการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ รวมถึงการปรับเกณฑ์สิทธิประโยชน์การลงทุนเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมด้านการศึกษา พร้อมทั้งทบทวนแนวคิดการพัฒนาที่เน้นจำนวนประชากรเป็นหลัก นอกจากนี้ เสนอให้ขยายช่องทางการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และปฏิรูปการศึกษาโดยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ ลดภาระงานครู และปรับหลักสูตรให้เน้นทักษะแห่งอนาคต สำหรับด้านประชากร เสนอให้ขยายวันลาคลอด เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรแบบขั้นบันได สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับเด็กแรกเกิด และพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนให้ปลอดภัย ควบคู่กับการปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ

     เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ โดยเชื่อมโยงโครงข่ายกักเก็บน้ำระหว่างพื้นที่เพื่อป้องกันภาวะล้มละลายทางน้ำ (Water bankruptcy) ในด้านการจัดการมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 เสนอให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตในสถานประกอบการที่ก่อมลพิษ เช่น โรงโม่หิน ควบคู่กับพัฒนามาตรฐานและระบบการตรวจวัดมลพิษให้มีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยภาคเอกชนในพื้นที่สนับสนุนงบประมาณ พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เพิ่มเติมมาตรการรองรับการย้ายถิ่นฐานของประชากรอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ในระดับพื้นที่ เพื่อใช้วางแผนและกำหนดแนวทางการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ

     เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควรมุ่งส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่ไทยยังพึ่งพาจากต่างประเทศ อาทิ ด้านการแพทย์สมัยใหม่อย่างการทดสอบทางพันธุกรรม (Genetic testing) ด้านการจัดการภัยพิบัติ ด้านการเกษตร และด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสีเขียวและคาร์บอนเครดิต รวมถึงการพัฒนาด้านทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับนวัตกรรมเป้าหมาย โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและการใช้นวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการสนับสนุนงบประมาณในการต่อยอดงานวิจัย การมีกลไกการจับคู่ความต้องการระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมเทคโนโลยีที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรม (Thai Innovation List) ตลอดจนการจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลกลางและศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ด้านสิทธิบัตรและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเร่งผลักดันนวัตกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์  

     ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)

สศช. เปิดเวทีระดมความเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

สศช. เปิดเวทีระดมความเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการยกร่างแผนด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและอดีตประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.วิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ในระดับพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม จำนวน 197 คน

          การประชุมได้รับเกียรติจากนายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม จากนั้นศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวเปิดประชุมและชี้แจงแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ก่อนที่จะเป็นการนำเสนอร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดย ดร.วิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และได้แบ่งกลุ่มย่อยเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการพัฒนาใน 5 เสาหลัก ของร่างกรอบแผนฯ 14 อย่างกว้างขวาง โดยมีความเห็นสำคัญ ดังนี้

          เสาที่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาต้องคำนึงถึงการเติบโตที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการท่องเที่ยวเมืองรอง พัฒนา SME โดยส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและตลาด ยกระดับทักษะและการตระหนักรู้ทางการเงินของประชาชน เป็นต้น

          เสาที่ การปฏิรูปภาครัฐ : ลดความซ้ำซ้อนและบูรณาการงานภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงง่าย รวดเร็ว และลดการทุจริต ปรับการทำงานจาก Function based เป็น Agenda based เพิ่มความสอดคล้องระหว่างนโยบายจากส่วนกลางและภูมิภาค ตลอดจนความสอดคล้องในการทำงานระหว่างหน่วยงานวางแผนและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ จัดสรรงบประมาณให้จังหวัดแบบ Lump sum ส่งเสริมการกระจายอำนาจและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ผลักดันให้องค์กรนอกภาครัฐร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา  เป็นต้น

          เสาที่ การพัฒนาทุนมนุษย์ : ควรกระจายการพัฒนาให้ทั่วถึงทั้งในเชิงพื้นที่และทุกกลุ่มและทุกวัยของประชากร  และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาแบบองค์รวมและแยกส่วน การพัฒนาทุนมนุษย์ต้องสอดคล้องกับบริบททางสังคมของโลกและของประเทศในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เช่น โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ รวมทั้งต้องมีการวิเคราะห์ Pain point หรือความต้องการของแรงงาน เพื่อ Upskill/Reskill และสร้าง New skill ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เร่งแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน ส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและยกระดับมาตรฐานบริการด้านสุขภาพ รวมถึงสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงวัย เด็กที่มีพ่อแม่อยู่ในเรือนจำ ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและการเกิดอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งการขยายโอกาสการทำงานของผู้สูงวัยที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อเสริมกำลังแรงงานในตลาด เป็นต้น

          เสาที่ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : บริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน โดยส่งเสริมการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กที่จัดเก็บน้ำได้เนื้อที่มากขึ้นในลักษณะแก้มลิง จัดตั้งกองทุนบริหารจัดการน้ำชุมชน ผลักดันหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งควบคู่ไปกับการออกสิทธิประมงชุมชน ปรับปรุงกฎหมายด้านบรรเทาสาธารณภัย สร้างจิตสำนึกของประชาชนในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นำ SEA มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบายควบคู่กับกับการทบทวนหรือควบคุมโครงการที่ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

          เสาที่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ภาครัฐสนับสนุนการลงทุนเพื่อสร้างเทคโนโลยีมากกว่าใช้เทคโนโลยีต่างชาติ สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระดับ Deep Science เพื่อเป็นฐานในการสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง พัฒนาระบบและส่งเสริมการจดสิทธิบัตร ควรมีหน่วยงานบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐทุกเรื่องให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานและพื้นที่ สร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาเพื่อให้เกิดการวิจัยและการสร้างเทคโนโลยีที่นำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ปรับระบบการจูงใจให้มีผู้สนใจศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น พัฒนาเทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น

          สศช. จะรวบรวมความเห็นจากที่ประชุมทุกกลุ่มจังหวัด ไปปรับปรุงร่างกรอบแผนฯ และจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ) ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี รวมกว่า 220 คน แบ่งเป็นกลุ่มภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และเยาวชน และกลุ่มภาคบ่ายร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท เปิดรับฟังความคิดเห็นจากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน

          ในภาคเช้า โดยคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและผลผลิตของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงปัญหาวิกฤตสังคมสูงวัยของไทยในลักษณะ “แก่ก่อนรวย” ปัญหาพัฒนาการสมวัยของเด็กปฐมวัย และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่เริ่มตามหลังเพื่อนบ้านในบางมิติ โดยเป้าหมายภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะมุ่งเน้นการซ่อมฐานรากที่อ่อนแอและสร้างโอกาสใหม่ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อแก้ข้อจำกัดเดิมที่ฉุดรั้งประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าการทำแผนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำไปสู่การขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการรับฟังเสียงจากพื้นที่เพื่อให้สะท้อนทั้งปัญหาและ “ตัวอย่างความสำเร็จ” ที่ใช้งานได้จริงในแต่ละจังหวัดเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนต่อไป

          นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำเสนอสาระสำคัญ และแนวทางพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากการที่ตัวชี้วัดหลายตัวในแผนฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุเป้าหมาย ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี พ.ศ. 2576 แนวทางการพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อซ่อมแซมจุดเปราะบางเสริมรากฐานให้มั่นคง และสร้างความพร้อมและเพิ่มโอกาสของประเทศสำหรับอนาคต โดยตั้งอยู่บน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ทั้งนี้ สศช. คาดหวังว่าแผนฉบับนี้จะเป็นแผนที่ทุกภาคส่วนร่วมกันเป็นเจ้าของ และสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนั้น การระดมความคิดเห็นได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา และมีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นตามความเชี่ยวชาญและความสนใจอย่างเต็มที่

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน ซึ่งเป็นภาคีสำคัญของ สศช. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาระดับพื้นที่ โดยมีวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายจากทั้ง 4 จังหวัดเข้าร่วม ครอบคลุมสาขาความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย โดยนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท ได้กล่าวต้อนรับและนำเสนอภาพรวมของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลังจากนั้นจึงเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา

วุฒิอาสาธนาคารสมอง และเครือข่ายการทำงาน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ)

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

          เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยปรับ mindset เกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตและสินค้าเกษตรในชุมชน เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยี และส่งเสริมการกระจายอุตสาหกรรมใหม่ เช่น สุขภาพและการแพทย์ ไปยังภูมิภาค พร้อมทั้งลดต้นทุนโลจิสติกส์ การปฏิรูปกฎระเบียบและสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs และการสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่และผู้มีศักยภาพเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่

          เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ โดยส่งเสริมการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง หรือแอพลิเคชันที่เชื่อมงานบริการที่หลากหลาย ซึ่งเอื้อให้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานหรือประชาชนสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องพัฒนาหลายระบบตามแต่ละหน่วยงาน รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ และส่งเสริมให้มีหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Special Delivery Unit) เพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะ ปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมาย ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ซ้ำซ้อน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเอื้อให้ภาคส่วนอื่น ๆ อาทิ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ รวมทั้งปรับปรุงกฎหมาย แนวทาง และบทบาท ของหน่วยงานตรวจสอบให้เอื้อต่อการจัดบริการสาธารณะที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ปฏิบัติงาน และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และพัฒนาระบบความคุ้มครองข้าราชการที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างกฎและระเบียบต่าง ๆ ความคาดหวังของนักการเมืองในฐานะผู้บังคับบัญชา และความคาดหวังของประชาชน

          เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ มุ่งพัฒนาทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยในเชิงคุณภาพเน้นการจัดมาตรการสนับสนุนครอบครัวควบคู่กับพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการดูแลเด็กในชุมชน ยกระดับระบบการศึกษาให้มีคุณภาพเท่าเทียมกัน การพัฒนาระบบการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล การลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบ (Zero Dropout) ส่งเสริมพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (Co-learning space) การนำความรู้และทักษะจากประสบการณ์จริงมาใช้เทียบวุฒิการศึกษาโดยไม่ต้องผ่านห้องเรียน และพัฒนาระบบแนะแนวอาชีพตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการศึกษาและภาคแรงงาน ควบคู่กับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและการขับเคลื่อนแนวคิด Productive Welfare เพื่อให้การจัดสวัสดิการตรงกับกลุ่มเป้าหมายและเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตร ขณะเดียวกัน ในเชิงปริมาณให้ความสำคัญกับการดึงดูดแรงงานไทยทักษะสูงจากต่างประเทศให้กลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

          เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมาย/ระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน/ผังเมืองเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ บูรณาการภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายชุมชนในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างครอบคลุม เป็นระบบ เหมาะสมกับพื้นที่ และคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่อื่น จัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อพัฒนาระบบติดตามและเตือนภัยที่ทันต่อสถานการณ์ ตลอดจนสร้างมาตรการจูงใจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการกระจายอำนาจ ทรัพยากร และการพัฒนาศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบูรณาการฐานข้อมูลกลาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการภัยพิบัติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่นและประชาชน รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกโดยให้ชุมชนสามารถจัดการพลังงานได้ด้วยตนเอง และพัฒนามาตรการจูงใจให้ภาคประชาชนและเอกชนมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนเครดิต

          เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่งเสริมการลงทุนด้านการเกษตรและการแพทย์ อาทิ เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารสำหรับสภาวะวิกฤต (Food for Crisis) การพัฒนาด้านการเกษตรสมัยใหม่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีแหล่งผลิตเฉพาะ (GI) การคัดกรองและตรวจพบโรคในระยะเบื้องต้นและส่งเสริมการวิจัยและเทคโนโลยีสำหรับการแพทย์แม่นยำ นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมแหล่งเงินทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้แก่สตาร์ทอัพ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) การพัฒนาระบบนิเวศและค่าตอบแทนเพื่อจูงใจบัณฑิตจบใหม่ด้านนวัตกรรมให้ทำงานในประเทศ การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดเพื่อแบ่งปันข้อมูลระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน สำหรับนำไปใช้ต่อยอดนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งต่อนวัตกรรมสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาผู้จัดการนวัตกรรม (Registered Technology Transfer Professional: RTTP) เพื่อเป็นกลไกกลางระหว่างชุมชนกับนักวิจัย รวมถึงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นงานวิจัยเพื่อผลักดันนวัตกรรมจากชุมชน

          ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.) และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ)

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ) ณ จังหวัดบุรีรัมย์

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สศช. ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ใน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ ณ ห้องประชุมประโคนชัย โรงแรมอัลวาเรซ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 160 คน

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เข้าร่วมงาน พร้อมด้วย นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ตลอดจนนักศึกษาคณะต่าง ๆ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

ที่ประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในภาพรวม โดยเน้นความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะต่อไป

ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงเดือนมีนาคม 2569 นอกจากนี้ สศช. ยังได้เปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะได้อย่างสะดวกและทั่วถึง

สศช. คาดหวังว่าความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจะเป็นส่วนสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ และนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่มุ่งเสริมสร้างรากฐานการพัฒนา เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์

นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผน 14 กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ณ จังหวัดกาญจนบุรี

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ในระดับพื้นที่ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และนางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอำนาจ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นางวรรณา เจริญปัญญาศักดิ์ ประธานหอการค้ายะลา ว่าที่ร้อยตรี พงศธร รัตนประพันธ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปัตตานี และนายสุบันดริโอ มะเก๊ะ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดนราธิวาส เข้าร่วม ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประมาณ 100 คน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ในระดับพื้นที่ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และนางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอำนาจ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นางวรรณา เจริญปัญญาศักดิ์ ประธานหอการค้ายะลา ว่าที่ร้อยตรี พงศธร รัตนประพันธ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปัตตานี และนายสุบันดริโอ มะเก๊ะ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดนราธิวาส เข้าร่วม ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประมาณ 100 คน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม

          ในการนี้ รองเลขาธิการฯ ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ สาระสำคัญ และแนวทางการพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ซึ่งมุ่งให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน ผ่านการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานที่เปราะบาง ควบคู่กับการสร้างความพร้อมและโอกาสใหม่สำหรับอนาคต โดยยึดหลักคิดนำทาง 4 ประการ ได้แก่ ทุกการดำเนินงานต้องเพิ่มผลิตภาพ ต้องสร้างโอกาสอย่างทั่วถึง ต้องยกระดับความสามารถในการปรับตัว และต้องสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถ่ายทอดผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

          นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อสาระสำคัญร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลสำคัญประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ให้มีความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

          เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเกษตรให้สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากต้นน้ำสู่สินค้ามูลค่าสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างองค์ความรู้และข้อมูลจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันและภาวะสินค้าล้นตลาด นอกจากนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิตเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด ลดการแทรกแซงจากทุนขนาดใหญ่ และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลเศรษฐกิจ การเข้าถึงแหล่งทุน และระบบจดทะเบียนที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

          เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพบุคลากรภาครัฐผ่านการพัฒนาทักษะและการปรับบทบาทหน้าที่ให้สอดคล้องกับภารกิจ โดยเน้นการกระจายบุคลากรที่มีศักยภาพสู่ระดับภูมิภาค พร้อมทั้งสนับสนุนการกระจายอำนาจและงบประมาณให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบการทำงานภาครัฐให้เป็นดิจิทัลเพื่อลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้เข้าใจง่ายและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เสริมสร้างความโปร่งใส และยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริต

           เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพผ่านการสนับสนุนด้านการเงิน ความรู้ สวัสดิการ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการมีบุตร รวมถึงส่งเสริมการมีบทบาทของผู้นำและองค์กรทางศาสนาในการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม นอกจากนี้ เห็นควรพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมของพื้นที่และเน้นทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งส่งเสริมระบบสวัสดิการที่คำนึงถึงความแตกต่างของบริบทพื้นที่และฐานะของประชาชน โดยเฉพาะการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนให้เข้าถึงสวัสดิการและความคุ้มครองทางสังคมได้อย่างทั่วถึง

          เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลเพื่อเป็นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการทรัพยากร การจัดการขยะ และการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ควรเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านระบบเตือนภัย การวางผังเมืองและทางเดินน้ำที่เหมาะสม รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามเกิดภัยพิบัติ พร้อมทั้งมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำโดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบพลังงานทางเลือก อาทิ โซลาร์เซลล์และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดการใช้พลังงาน

          เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนากลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ เห็นควรให้มีการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าในห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้มากขึ้น

          ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมในครั้งนี้จะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ในระดับพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 จ.จันทบุรี

การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 จังหวัดจันทบุรี

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางสาวรัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 (ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด นครนายก และสระแก้ว) ณ โรงแรม แซนด์ ดูนส์ เจ้าหลาวบีช รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี มีผู้เข้าร่วมจำนวน 180 คน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม โดยที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ในภาพรวม อาทิ ควรสร้างความพร้อมและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ มากกว่าการตั้งเป้ามุ่งสู่อนาคตเพียงอย่างเดียว โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการปรับบทบาทภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเอื้อต่อการพัฒนาในระยะยาว และควรกำหนดหน่วยงานที่กำกับดูแลในแต่ละแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้แสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

  • เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ การส่งเสริมการผลิตภาคเกษตรให้มีคุณภาพและมาตรฐานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและแรงงานให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจดิจิทัล การพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว
  • เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ การปรับปรุงบทบาทและการทำงานของภาครัฐให้มีความทันสมัย โปร่งใส ลดความซ้ำซ้อน และมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการปฏิรูประเบียบ กฎหมายและหลักนิติธรรมตามหลักธรรมาภิบาลให้เอื้อต่อการพัฒนา ผลักดันการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และรวมศูนย์ระบบฐานข้อมูล เพื่อให้การดำเนินงานและการตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชนและเครือข่ายภาคประชาสังคมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ
  • เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ การพัฒนาทักษะทั้งด้าน Hard Skills และ Soft Skills และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ทุกช่วงวัยครอบคลุมกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต การยกระดับระบบการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบสวัสดิการและการดูแลสุขภาวะ ตลอดจนส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูเด็ก เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม
  • เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและการพัฒนาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีตั้งแต่เด็กให้เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
  • เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ การดำเนินนโยบายควรมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศเกิดประสิทธิภาพและตอบโจทย์การพัฒนาในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นอกจากนี้ ในวันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม 2569 นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี เข้าร่วมจำนวน 160 คน โดยกลุ่มเยาวชนได้แสดงความคิดเห็นสำคัญที่สะท้อนปัญหาและส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันใน 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

  • เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ ปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูง การว่างงาน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาหนี้สินครัวเรือน จึงเสนอให้ยกระดับโอกาสการจ้างงาน การควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าให้เหมาะสม
  • เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ ปัญหาคอร์รัปชัน (Corruption) รัฐบาลไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ความล่าช้าในการให้บริการและการช่วยเหลือประชาชน ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม จึงเสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และควรมุ่งสร้างระบบที่ยุติธรรม โปร่งใส และเชื่อถือได้ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว
  • เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ ปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษา การขาดบุคลากรทางการแพทย์ การจ้างแรงงานต่างด้าวสูงเนื่องจากค่าแรงถูก ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและสวัสดิการ จึงเสนอให้ยกระดับระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ และการพัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและสวัสดิการที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม
  • เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ ปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่น และ PM2.5 ปัญหาขยะพลาสติกและขยะในทะเล ทรัพยากรถูกใช้เกินขีดความสามารถ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า และการทำประมงเกินขนาด รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อากาศร้อนจัด ปะการังฟอกขาว จึงเสนอให้ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งการลดมลพิษ ควบคุมแหล่งกำเนิดขยะ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
  • เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และ AI ที่รวดเร็ว ส่งผลต่อความมั่นคงด้านอาชีพในอนาคต ความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากการทำธุรกรรมออนไลน์ และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัล จึงเสนอให้ยกระดับทักษะดิจิทัลอย่างเป็นระบบและทั่วถึง และสร้างระบบกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นโอกาส ไม่ใช่ปัจจัยซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคม

ข่าว/ภาพ : สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง (สพก.)

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ณ จังหวัดกาญจนบุรี

สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ณ จังหวัดกาญจนบุรี

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ภาคีการพัฒนาในระดับพื้นที่ได้สะท้อนมุมมองความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) โดยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี) ณ โรงแรม ไมด้า รีสอร์ต กาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 140 คน

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในภาพรวม อาทิ สร้างเครือข่ายความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้ เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ โดยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจในการผลิต/แปรรูปสินค้า เปิดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรและเพิ่มอำนาจการต่อรองราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐอาทิ ลดขั้นตอน/กระบวนการอนุญาตหรืออนุมัติของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชนในการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐมีคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อลดปัญหาการทุจริตและคอรัปชั่น เสาหลักที่ 3การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ บูรณาการร่วมกันระหว่างสถาบัน การศึกษาและภาคเอกชนเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สร้างสังคมและเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับสังคมสูงวัย เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสีเขียว พัฒนาฐานข้อมูลกลางเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเพื่อการทำเกษตรกรรม รวมทั้งป้องกัน/แก้ไขปัญหาภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และเสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต

การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงเดือนมีนาคม รวมทั้ง สศช. ได้เปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้โดยสะดวกและทั่วถึง และคาดหวังว่าทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่ซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศไปด้วยกัน พร้อมมุ่งสู่การเพิ่มผลิตภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (กคพ.)

ภาพ : เมฐติญา วงษ์ภักดี

นางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สศช. ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ณ จังหวัดนครสวรรค์

สศช. ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ณ จังหวัดนครสวรรค์

   เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายสุรรัฐ เนียมกลาง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน และนายอธิพงศ์ หิรัญเรืองโชค ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วยจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี ณ โรงแรมแกรนด์ฮิลล์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดนครสวรรค์

นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยมีจุดเด่นด้านความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ด้านการเกษตร อัตลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรม ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว และความพร้อมด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างภาคเหนือ ภาคกลาง และภูมิภาคอื่นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นพื้นที่เชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ที่เอื้อต่อการค้า การลงทุน และการกระจายความเจริญสู่พื้นที่โดยรอบ จึงมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ภายใต้ 5 เสาหลักการพัฒนาสำคัญ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม

          ในการระดมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมุมมองต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ครั้งนี้ สศช. ได้รับความร่วมมือและการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมจำนวน 135 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจากหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม โดยเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมจะเป็นส่วนสำคัญในการซ่อมแซมจุดเปราะบางและเสริมจุดแข็ง และสร้างโอกาสสำหรับอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยที่ประชุมมีความเห็นต่อเสาหลักการพัฒนา ดังนี้

          เสาที่ 1 เศรษฐกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่และระดับภูมิภาคให้มากขึ้น โดยคำนึงถึงศักยภาพและอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง

          เสาที่ 2 ภาครัฐ มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบบริหารจัดการภาครัฐ รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการปฏิบัติงาน ให้มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          เสาที่ 3 ทุนมนุษย์ มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรในปัจจุบัน

          เสาที่ 4 ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาทรัพยากรของประเทศ  

          เสาที่ 5 เทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ซื้อและผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างและผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี” เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 นอกจากนี้ ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 สศช. ได้จัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์และนักเรียนจากโรงเรียนนครสวรรค์ เข้าร่วมเป็นจำนวนรวม 91 คน ซึ่ง สศช. ได้นำเสนอสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 และจัดกิจกรรมระดมสมอง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและสะท้อนมุมมองต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ได้อย่างเต็มที่ โดยได้รับความเห็นจากเยาวชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และคุณภาพชีวิตพื้นฐาน อีกทั้ง สศช. ได้เปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้อย่างสะดวกและทั่วถึงมากขึ้น

ดาวน์โหลดภาพบรรยากาศเพิ่มเติมได้ที่
https://nesdcgoth-my.sharepoint.com/:f:/g/personal/saranrat_nesdc_go_th/IgBJKJyHOBm4QK1RiVzwzbGLAV5o80gXU8KO2tUOqpsnQuc?e=RiVYfJ

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์และประสานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

สศช. รับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สศช. รับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ณ โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวนประมาณ 155 คน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคประชาสังคม โดยที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในภาพรวม อาทิ ควรให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างความมั่นคงให้ประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดตามลำดับความสำคัญของประเด็นปัญหาและกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้แสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและคาร์บอนต่ำ การผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมทั้งส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง และการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับการลงทุนภาคอุตสาหกรรม

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ การปรับบทบาทภารกิจภาครัฐให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนา พร้อมทั้งส่งเสริมหลักธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการกำหนดตัวชี้วัด เพื่อตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงาน ผลักดันการกระจายอำนาจ ลดความซ้ำซ้อนของภารกิจระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และระบบภาษีให้เอื้อต่อการพัฒนา และรวมศูนย์ระบบฐานข้อมูล เพื่อให้การดำเนินการเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตควบคู่กับการพัฒนาสุขภาวะทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การปรับระบบสวัสดิการสังคมให้มีประสิทธิภาพ เตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยพัฒนาทักษะใหม่ให้แก่แรงงานและผู้สูงวัย รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศ เพื่อเสริมสร้างทุนมนุษย์ให้มีศักยภาพรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างยั่งยืน

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยจัดทำแผนแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรสีเขียวและการพัฒนาอย่างสมดุล การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง รวมถึงกำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีและกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

และเสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างมียุทธศาสตร์ โดยกำหนดสาขาเป้าหมายที่ชัดเจนและลงทุนในเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับทิศทางโลก พร้อมทั้งเชื่อมโยงงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาไปสู่การใช้ประโยชน์จริงเชิงพาณิชย์ สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรให้เข้าถึงทุนวิจัยและตลาดมากขึ้น รวมทั้งสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุนและมาตรการเปิดตลาดต่างประเทศ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามทางเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาเพื่อยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ การปรับเป้าหมายและทิศทางของแผนให้มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยเน้นการกำหนดประเด็นปัญหา (Issue-based) มากกว่าการกำหนดภาพกว้างเชิงนามธรรม พร้อมทั้งเร่งปฏิรูประบบราชการและการแบ่งภารกิจระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนแผน และควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงาน การติดตามประเมินผล และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเหมาะสม รวมถึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเชิงลึกในแต่ละเสา เพื่อให้การจัดทำแผนมีความรอบด้านและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง


ข่าว/ภาพ : สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง (สพก.)

นายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผน 14 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผน 14 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ในระดับพื้นที่ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมเดอะ เฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น จังหวัดเชียงราย แบ่งเป็นกลุ่มภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและเยาวชน รวมกว่า 180 คน และกลุ่มภาคบ่ายร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท เปิดรับฟังความคิดเห็นจากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน

ในภาคเช้า เริ่มต้นโดยนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น พร้อมนำเสนอวัตถุประสงค์ สาระสำคัญ และแนวทางพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากการที่ตัวชี้วัดหลายตัวในแผนฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุเป้าหมาย ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี พ.ศ. 2576 แนวทางการพัฒนาในแผนฯ 14 จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อซ่อมแซมจุดเปราะบางและสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยตั้งอยู่บน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ทั้งนี้ สศช. คาดหวังว่าแผนฉบับนี้จะเป็นแผนที่ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าของ และสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนั้น การระดมความคิดเห็น ได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา และมีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นตามความเชี่ยวชาญและความสนใจอย่างเต็มที่

นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน ซึ่งถือเป็นภาคีสำคัญของ สศช. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาระดับพื้นที่ โดยมีวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายจากทั้ง 4 จังหวัดเข้าร่วม รวมจำนวน 21 คน ครอบคลุมสาขาความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย การประชุมเริ่มจากนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์ และ ดร.ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์ ผู้อำนวยการกองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ นำเสนอภาพรวมของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งเวทีนี้เปิดกว้างให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นร่วมกันในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา

วุฒิอาสาธนาคารสมอง และเครือข่ายการทำงาน (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน)

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและตลาด การส่งเสริมช่องทางการเข้าถึงและผลิตภัณฑ์สินเชื่อ SMEs ใหม่ ๆ และการพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผนวกกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าหรือบริการในชุมชน รวมถึงมาตรการจัดการสินค้าเกษตรที่ไม่ได้คุณภาพจากต่างประเทศ

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ มุ่งเน้นการยกระดับธรรมาภิบาลด้วยระบบตรวจสอบการทุจริตที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ควบคู่กับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างครอบคลุมทั้งด้านภารกิจ งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจ โดยเฉพาะการกำหนดพื้นที่พิเศษระดับจังหวัดเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติด้วยตนเอง พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ภาครัฐดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบโดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนกระบวนการทำงานและตรวจสอบจากเอกสารสู่ระบบดิจิทัล ตลอดจนควบรวมกฎหมายและหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ โดยสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มคนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านต่าง ๆ มีบุตรและให้ชุมชนเป็นกลไกในการส่งเสริมครอบครัวเข้มแข็ง การปฏิรูปการเรียนรู้บนฐานทุนวัฒนธรรมชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นผนวกกับองค์ความรู้สมัยใหม่ ส่งเสริมการเรียนควบศาสตร์ รวมถึงการจัดสวัสดิการพื้นฐานที่สร้างแรงจูงใจเชิงบวกในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น มอบ Voucher สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการบูรณาการการจัดสรรน้ำตามหลักชลศาสตร์และระบบนิเวศผ่านการใช้เทคโนโลยี IoT และฐานข้อมูล ONE MAP พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน กำหนดมาตรการจัดการขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน มาตรการจัดการสารพิษปนเปื้อน ตลอดจนส่งเสริมและกำหนดมาตรการจูงใจผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจที่เป็นเกษตรรูปแบบใหม่ เช่น ไบโอชา เพื่อความสมดุลและความมั่นคงทางทรัพยากรอย่างครบวงจร

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การสร้างระบบนิเวศที่ผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ การยกระดับอุทยานวิทยาศาสตร์ในแต่ละภูมิภาคเพื่อเป็นฐานการสร้างนวัตกรรมต้นแบบ (Prototype) ที่ออกสู่ตลาดได้จริง การกำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่มาจากการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน สถาบันการศึกษาและสถาบันการวิจัยและท้องถิ่น เพื่อสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาที่ตอบสนองต่อปัญหาในพื้นที่

ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม (กขส.) และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)