สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผน 14 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ในระดับพื้นที่ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมเดอะ เฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น จังหวัดเชียงราย แบ่งเป็นกลุ่มภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและเยาวชน รวมกว่า 180 คน และกลุ่มภาคบ่ายร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท เปิดรับฟังความคิดเห็นจากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน

ในภาคเช้า เริ่มต้นโดยนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น พร้อมนำเสนอวัตถุประสงค์ สาระสำคัญ และแนวทางพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากการที่ตัวชี้วัดหลายตัวในแผนฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุเป้าหมาย ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี พ.ศ. 2576 แนวทางการพัฒนาในแผนฯ 14 จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อซ่อมแซมจุดเปราะบางและสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยตั้งอยู่บน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ทั้งนี้ สศช. คาดหวังว่าแผนฉบับนี้จะเป็นแผนที่ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าของ และสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนั้น การระดมความคิดเห็น ได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา และมีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นตามความเชี่ยวชาญและความสนใจอย่างเต็มที่

นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน ซึ่งถือเป็นภาคีสำคัญของ สศช. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาระดับพื้นที่ โดยมีวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายจากทั้ง 4 จังหวัดเข้าร่วม รวมจำนวน 21 คน ครอบคลุมสาขาความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย การประชุมเริ่มจากนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์ และ ดร.ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์ ผู้อำนวยการกองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ นำเสนอภาพรวมของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งเวทีนี้เปิดกว้างให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นร่วมกันในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา

วุฒิอาสาธนาคารสมอง และเครือข่ายการทำงาน (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน)

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและตลาด การส่งเสริมช่องทางการเข้าถึงและผลิตภัณฑ์สินเชื่อ SMEs ใหม่ ๆ และการพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผนวกกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าหรือบริการในชุมชน รวมถึงมาตรการจัดการสินค้าเกษตรที่ไม่ได้คุณภาพจากต่างประเทศ

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ มุ่งเน้นการยกระดับธรรมาภิบาลด้วยระบบตรวจสอบการทุจริตที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ควบคู่กับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างครอบคลุมทั้งด้านภารกิจ งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจ โดยเฉพาะการกำหนดพื้นที่พิเศษระดับจังหวัดเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติด้วยตนเอง พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ภาครัฐดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบโดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนกระบวนการทำงานและตรวจสอบจากเอกสารสู่ระบบดิจิทัล ตลอดจนควบรวมกฎหมายและหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ โดยสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มคนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านต่าง ๆ มีบุตรและให้ชุมชนเป็นกลไกในการส่งเสริมครอบครัวเข้มแข็ง การปฏิรูปการเรียนรู้บนฐานทุนวัฒนธรรมชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นผนวกกับองค์ความรู้สมัยใหม่ ส่งเสริมการเรียนควบศาสตร์ รวมถึงการจัดสวัสดิการพื้นฐานที่สร้างแรงจูงใจเชิงบวกในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น มอบ Voucher สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการบูรณาการการจัดสรรน้ำตามหลักชลศาสตร์และระบบนิเวศผ่านการใช้เทคโนโลยี IoT และฐานข้อมูล ONE MAP พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน กำหนดมาตรการจัดการขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน มาตรการจัดการสารพิษปนเปื้อน ตลอดจนส่งเสริมและกำหนดมาตรการจูงใจผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจที่เป็นเกษตรรูปแบบใหม่ เช่น ไบโอชา เพื่อความสมดุลและความมั่นคงทางทรัพยากรอย่างครบวงจร

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การสร้างระบบนิเวศที่ผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ การยกระดับอุทยานวิทยาศาสตร์ในแต่ละภูมิภาคเพื่อเป็นฐานการสร้างนวัตกรรมต้นแบบ (Prototype) ที่ออกสู่ตลาดได้จริง การกำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่มาจากการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน สถาบันการศึกษาและสถาบันการวิจัยและท้องถิ่น เพื่อสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาที่ตอบสนองต่อปัญหาในพื้นที่

ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ข่าว/ภาพ : กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม (กขส.) และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)